Search for:
ทริคดูแลรถสีขาว
ทริคดูแลรถสีขาวไม่ให้เหลือง
ทริคดูแลรถสีขาว

รถสีขาว ถือว่าเป็นสีรถยอดนิยมสำหรับคนไทยเห็นได้จากตามท้องถนนที่ไม่ว่าคุณจะมองไปทางไหนอย่างน้อยก็จะเห็นรถสีขาวอย่างแน่นอน อีกหนึ่งปัญหาที่ต้องระวังสำหรับรถสีขาวก็คือ ปัญหาคราบเหลือง เมื่อใช้งานเป็นระยะเวลานานอาจจะเกิดคราบเหลืองกับตัวรถได้ โรงเรียนสอนขับรถศรีสะเกษ จะพามาดูวิธีดูแลรถสีขาวไม่ให้เกิดคราบเหลือง มีวิธีใดบ้าง 

เนื่องจากแสงแดดจะเลียสีรถจะทำให้รถสีขาวหมองได้ไวกว่ารถสีอื่นๆ ทางทีดีควรหาที่จอดรถในร่มที่มีหลังคาคลุม หากเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องจอดกลางแจ้งพี่หมีแนะนำให้หาผ้ามาคลุมตัวรถไว้แทนก็ได้ครับ

ทริคดูแลรถสีขาว

หมั่นล้างรถทำความสะอาดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เนื่องจากในแต่ละวันรถของคุณนั้นต้องพบกับฝุ่นควัน ดิน น้ำ อาจจะสะสมไว้เป็นระยะเวลานานก็จะก่อให้เกิดคราบฝั่งแน่น ทำลายสีรถ  การล้างรถก็จะช่วยลดการเกิดคราบเหลืองจากคราบสิ่งสกปรกเหล่านั้นออกได้ และหลังจากที่ล้างรถเสร็จควรเช็ดให้แห้งทันที

ทริคดูแลรถสีขาว

รถสีขาว หากใช้เป็นระยะเวลาที่นานจะมีคราบขี้ไคลสะสม ทางแก้ก็คือ การใช้ดินน้ำมันที่ใช้ทำความสะอาดรถโดยเฉพาะ คุณสมบัติของตัวดินน้ำมันจะช่วยดูดเอาสิ่งสกปรกบนพื้นผิวรถหลุดออกได้เกลี้ยง  

ทริคดูแลรถสีขาว

     หลายๆคนมักที่จะชอบจอดรถบริเวณใต้ต้นไม้ เพื่อเลี่ยงที่จะไม่ต้องไปจอดกลางแจ้ง แต่จริงๆแล้วการจอดรถใต้ต้นไม้นั้นเป็นแหล่งการเกิดคราบกับรถสีขาวได้ง่าย เนื่องจากใต้ต้นไม้ส่วนมากมักจะมีผลของต้นไม้ ยางไม้ รวมไปถึงขี้นก ตกลงมาโดนรถยนต์ของเรา ก็จะทำให้รถสีขาวนั้นเกิดรอยด่างเอาได้

ทริคดูแลรถสีขาว

การเคลือบสีรถ ด้วยการเลือกใช้น้ำยาเคลือบสีรถสีขาวโดยเฉพาะ จะทำให้เกิดฟิล์มเคลือบสีผิวรถ ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดคราบเหลือง มีความสวยงาม  และยังช่วยไม่ให้สิ่งสกปรกต่างๆ ไม่เกาะรถคุณอีกด้วย

NumberOne Drive School โรงเรียนสอนขับรถศรีสะเกษ เลยหยิบ 5 วิธีดูแลรถหน้าฝนให้ดูใหม่ รับรองว่าทำตามแล้วเวิร์กมากมาฝาก!
ช่วงหน้าฝนต้องใส่ใจรถเป็นพิเศษ

เคล็ดไม่ลับ! 5 วิธีดูแลรถหน้าฝนให้ดูใหม่

ช่วงหน้าฝน จะขับรถไปไหนมาไหน ก็คงหลบฝนไม่พ้น และถ้าหากไม่ดูแลรถช่วงฤดูฝนให้ดี อาจจะทำให้รถคู่ใจเสื่อมสมรรถภาพได้ง่ายและเร็วขึ้น ฉะนั้นเราต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

NumberOne Drive School โรงเรียนสอนขับรถศรีสะเกษ ได้หยิบ 5 วิธีดูแลรถหน้าฝนให้ดูใหม่ รับรองว่าทำตามแล้วเวิร์กมากมาฝาก!

1. ดูแลที่ปัดน้ำฝนและน้ำยาฉีดกระจก

ที่ปัดน้ำฝนเป็นตัวช่วยที่สำคัญมากในการขับรถช่วงนี้ การตรวจสอบว่าที่ปัดน้ำฝนยังใช้งานได้ดีอยู่หรือไม่นั้น สามารถทำได้ง่าย ๆ แค่ลองสังเกตการปัดน้ำฝนดู ถ้าปัดแล้วเกิดรอยหรือคราบน้ำฝน แนะนำให้เปลี่ยนเนื่องจากยางที่ปัดน้ำฝนอาจจะเสื่อมสภาพแล้ว

วิธีการดูแลที่ปัดน้ำฝนง่ายๆให้อยู่ในสภาพดี เพียงใช้ผ้าชุบน้ำแล้วบิดให้หมาดเช็ดตามความยาวของที่ปัดน้ำฝน สำคัญมาก! เราไม่ควรยกก้านที่ปัดน้ำฝนขึ้นเพราะจะยิ่งทำให้ตัวสปริงเสื่อมสภาพเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังควรหมั่นเช็กและเติมน้ำยาฉีดกระจกอยู่เสมอ กระจกจะใสวับตลอดเวลา รับรองว่าจะขับรถสบายใจขึ้น หรือถ้าตั้งใจจะขายต่อ วิธีเหล่านี้ก็ช่วยให้สภาพรถยนต์ให้ดูใหม่เสมอได้

2. ดูแลระบบเบรกให้พร้อมใช้งานทุกสถานการณ์

การดูแลระบบเบรกให้สภาพดีเสมอเป็นสิ่งสำคัญมากในการขับรถในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนที่ถนนมักจะลื่นแบบนี้ เราสามารถตรวจเช็กผ้าเบรกเบื้องต้นได้เองว่าเวลาเหยียบแล้ว เบรกจมลึกกว่าปกติหรือเปล่า หรือรถเป๋ไปมาเวลาเหยียบเบรก ฉะนั้นและถ้าเจอปัญหาเกี่ยวกับระบบเบรก ขอแนะนำให้ไปตรวจเช็กให้ละเอียดกับช่างมืออาชีพที่ศูนย์เพื่อความมั่นใจและปลอดภัย

3. ตรวจเช็กสภาพยางอยู่สม่ำเสมอ

สภาพยางมีผลต่อการขับรถบนท้องถนนที่น้ำขังหรือลื่นอย่างมาก เราควรตรวจสอบสภาพยางรถว่าอยู่ในสภาพดีเหมาะแก่การใช้งาน อาทิ ดอกยางยังไม่สึก ยางไม่บวม ไม่มีรอยแตกที่เนื้อยาง นอกจากนี้ยังควรเช็กปริมาณลมยางว่าอยู่ในระดับพอดี ไม่นิ่มหรือแข็งจนเกินไป เหมาะที่จะขับลุยทุกสถานการณ์

4. ใส่ใจดูแลเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพดี

การขับรถเลี้ยงฝน คงเป็นไปได้ยาก เพราะฉะนั้นหากต้องขับรถลุยฝน เราควรตรวจเช็กน้ำมันเครื่อง น้ำมันเฟืองท้าย และน้ำมันเกียร์ให้ดี เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำรั่วซึมเข้าไปในเครื่องยนต์ รวมทั้งควรหมั่นเช็กแบตเตอรี่บ่อยขึ้น เนื่องจากความชื้นที่เกิดขึ้นช่วงหน้าฝนอาจจะส่งผลให้แบตเตอรี่ทำงานผิดปกติ

การดูแลระบบเครื่องยนต์โดยรวมให้มีสภาพดีอยู่เสมอแบบนี้จะช่วยให้เราขับรถได้อย่างมั่นใจ

5. ดูแลสีรถให้วาววับในช่วงหน้าฝนไม่ใช่เรื่องยาก

การดูแลสีรถให้วาววับแม้เข้าช่วงหน้าฝนไม่ใช่เรื่องยาก ข้อห้ามแรกเลยคือ ไม่ควรใช้ผ้าแห้งเช็ดรถทันทีหลังฝนตก เพราะรถอาจจะไม่ได้เปียกน้ำฝนอย่างเดียว แต่อาจจะมีโคลน เศษหิน กิ่งไม้ หรือใบไม้ต่าง ๆ ติดมาด้วย เจ้าเศษเล็ก ๆ เหล่านี้แหละที่สามารถขูดให้รถเป็นรอยขนแมวไม่พึงประสงค์ขณะที่ใช้ผ้าเช็ดได้ เราควรใช้น้ำฉีดล้างรถให้สะอาดก่อนแล้วค่อยใช้ผ้าเช็ด

ส่วนเคล็ดลับพิเศษที่จะช่วยให้สีรถของคุณเงาวับสุดใจอยู่เสมอคือการเคลือบสีรถ ช่วยให้สีรถไม่หมอง น้ำไม่เกาะ แถมยังป้องกันคราบต่าง ๆ ได้ดีอีกด้วย

ถ้าเติมน้ำมันผิดประเภท ต้องทำอย่างไร กับโรงเรียนสอนขับรถศรีสะเกษ
หากเติมนํ้ามันผิดประเภท

ถ้าเติมน้ำมันผิดประเภท ต้องทำอย่างไร กับโรงเรียนสอนขับรถศรีสะเกษ

น้ำมันรถยนต์ หรือ เชื้อเพลิงคือ หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของรถยนต์เป็นอันดับต้น ๆ ที่ใช้สำหรับยานพาหนะทุกประเภทที่ใช้เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อน เพราะหากรถยนต์ไม่มีน้ำมันก็เปรียบเสมือนร่างกายคนเราที่ไม่ได้รับประทานอาหาร ในปัจจุบันน้ำมันรถยนต์มีให้เลือกเติมหลายประเภทด้วยกัน ซึ่งในแต่ละประเภทก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไปตามลักษณะรถยนต์และการใช้งาน แต่บางครั้งอาจมีการเข้าใจผิดทำให้พนักงานให้บริการที่ปั๊มน้ำมัน เติมน้ำมันผิดประเภท ซึ่งถ้ามีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น เราควรทำอย่างไร วันนี้โรงเรียนสอนขับรถศรีสะเกษ จะมาบอก 5 ข้อควรปัฎิบัติ หากเติมนํ้ามันผิดประเภท

โรงเรียนสอนขับรถศรีสะเกษ กับ 5 ข้อควรปัฎิบัติ หากเติมนํ้ามันผิดประเภท

1. อย่าพยายามสตาร์ทเครื่องยนต์เด็ดขาด เพราะน้ำมันเบนซินจะเข้าไปในระบบลึกขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้ปัญหาขยายวงกว้างออกไปมากขึ้น การแก้ไขก็จะยากขึ้น

2. ถ้าสามารถถ่ายน้ำมันออกได้ก็ควรจะรีบจัดการโดยเร็วที่สุด เพื่อลดความเสียหายภายในระบบที่เรามองไม่เห็น แต่อย่างน้อยก็ต้องเปลี่ยนกรองน้ำมัน และอาจจะไปถึงน้ำมันเครื่อง เพราะน้ำมันที่ฉีดออกจากหัวฉีด อาจจะแทรกผ่านลูกสูบลงไปถึงน้ำมันเครื่องได้แล้ว

3. ให้ติดต่อกับทางปั๊มโดยเร็วที่สุด เพื่อให้เขามาดำเนินการแก้ไข ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเครื่องสั่น หรือเครื่องดับ โดยระยะทางที่ขับรถออกจากปั๊มจนถึงการเกิดอาการ ไม่น่าจะไกลไปกว่า 5 กิโลเมตร

4. เมื่อเปลี่ยนน้ำมันเชื้อเพลิงเสร็จแล้ว ให้ไล่ระบบน้ำมันใหม่ทั้งหมด เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายในกรณีที่มีน้ำมันปนเข้าไปในห้องเผาไหม้ ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก

5.จะต้องให้ป้๊มออกหนังสืออย่างเป็นทางการว่า ได้เติมน้ำมันให้เราผิดจริง เพื่อใช้เป็นหลักฐาน หากมีความเสียหายเพิ่มเติม โดยโรงเรียนสอนขับรถศรีสะเกษ

รถยนต์ไฟฟ้า นวัตกรรมยานยนต์แห่งโลกยุคใหม่
Electric Vehicle (EV)

รถยนต์ไฟฟ้า นวัตกรรมยานยนต์แห่งโลกยุคใหม่ กับโรงเรียนสอนขับรถ ศรีสะเกษ

“รถยนต์ไฟฟ้า” เป็นนวัตกรรมยานยนต์ยุคใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยลดปัญหาโลกร้อนและมลภาวะทางอากาศ เพราะในทุกวันนี้โลกของเราได้รับผลกระทบจากรถยนต์ที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงแล้วเกิดกระบวนการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เกิดมลภาวะทางอากาศมากมายที่ส่งผลต่อสุขภาพของเรา ด้วยเหตุนี้ ทางโรงเรียนสอนขับรถ ศรีสะเกษ คาดว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ขับขี่คนรุ่นใหม่เป็นจำนวนมากอย่างแน่นอน

EV หรือนวัตกรรมยานยนต์ที่ใช้พลังงานจากไฟฟ้า 100%

Electric Vehicle (EV) หรือที่ทุกคนรู้จักกันในชื่อเรียกว่า รถยนต์พลังงานไฟฟ้า เป็นนวัตกรรมยานยนต์ที่ใช้พลังงานจากไฟฟ้า 100% ในการขับเคลื่อน โดยการทำงานของมันก็คือตัวมอเตอร์รถยนต์จะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ที่กักเก็บพลังงานเอาไว้ ซึ่งรถยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าจะมีข้อได้เปรียบกว่ารถยนต์ทั่วไปตรงที่จะให้อัตราเร่งที่เร็วแต่เรียบง่าย และยังช่วยลดการสิ้นเปลืองพลังงานเชื้อเพลิง อันเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

โดยจุดเด่นที่ตอบโจทย์ได้ว่าเพราะเหตุใดรถยนต์ไฟฟ้าถึงดีกว่า ก็คืออัตราเร่งเร็วที่มาพร้อมกับความเงียบ 

อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นว่าการขับเคลื่อนของรถยนต์ไฟฟ้านั้นมาจากมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ดึงเอาพลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้ามาใช้งาน แตกต่างจากรถยนต์แบบทั่วไปที่ใช้พลังงานจากน้ำมันเชื้อเพลิง จนเกิดกระบวนการสันดาปและเกิดการเผาไหม้ กระบวนการนี้จะทำให้เครื่องยนต์ทำงานเสียงดังและก่อให้เกิดควันพิษออกมา แต่รถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเช่นนั้น จึงทำให้เครื่องยนต์มอบอัตราเร่งที่เร็ว แรง ได้ดั่งใจของผู้ขับ ตอบสนองรวดเร็ว พร้อมกับเครื่องยนต์ที่ทำงานด้วยเสียงเงียบ ไม่รบกวนผู้โดยสารในรถยนต์

รถยนต์ไฟฟ้าสามารถชาร์ตแบตเตอรี่ได้ง่าย ๆ ที่บ้านของคุณ

ขึ้นชื่อว่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้าแล้วก็บอกเลยว่าไม่ง้อน้ำมัน โรงเรียนสอนขับรถ ศรีสะเกษมองว่าเพราะรถยนต์ไฟฟ้านั้นสามารถชาร์ตแบตเตอรี่ได้ง่าย ๆ ที่บ้านของคุณ โดยสามารถชาร์จทิ้งไว้ในช่วงเวลากลางคืน เมื่อเข้าสู่วันใหม่แบตเตอรี่ก็จะอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานพอดี ทั้งยังมีบริการตู้ชาร์จรถยนต์ที่พร้อมให้บริการตามจุดต่าง ๆ แล้ว ทั่วประเทศ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมัน และไม่ต้องไปเสียเวลาที่ปั๊มน้ำมัน

ดูแลง่าย ประหยัดค่าซ่อมบำรุงรถยนต์โครงสร้างของรถยนต์ไฟฟ้าจะต่างจากรถยนต์ทั่วไป มีความซับซ้อนน้อยกว่า และไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง แต่ใช้วิธีการซ่อมบำรุงอีกวิธีหนึ่งซึ่งมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า จึงดูแลได้ง่าย และประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย

10 เรื่องที่เข้าใจผิดของคนใช้รถ ต่อ ใบขับขี่ 2565 ที่ NumberOne Drive School โรงเรียนสอนขับรถ
10 เรื่องที่เข้าใจผิดของคนใช้รถ

10 เรื่องที่เข้าใจผิดของคนใช้รถ ต่อ ใบขับขี่ 2565 ที่ NumberOne Drive School โรงเรียนสอนขับรถ

  1. (❌) สตาร์ทแล้วออกรถได้เลยไม่ต้องอุ่นเครื่อง

           (✔️) อุ่นเครื่องยนต์สักหน่อยก่อนออกรถจะดีกว่า

เมื่อเครื่องยนต์ทำงานขณะที่ยังเย็นอยู่ เช่น ขณะออกรถจากบ้านไปทำงานตอนเช้า หรือติดเครื่องยนต์ เมื่องานเลิกเพื่อกลับบ้านไอของเชื้อเพลิงที่เข้มข้นจะเกาะผนังกระบอกสูบ และละลายปนกับฟิล์มน้ำ มันเครื่องที่ฉาบผนังอยู่ทำให้การหล่อลื่นแหวนลูกสูบกับผนังกระบอกสูบไม่เพียง พอ สร้างความสึกหรอกในเครื่องยนต์มากกว่าปกติ นอกจากนี้ทั้งเชื้อเพลิงที่ระเหยไม่หมดและไอน้ำที่เกิดจากการเผาไหม้ขณะเครื่อง ยังเย็นนี้ ยังละลายปนอยู่ในน้ำมันเครื่อง ทำให้น้ำมันเครื่องเสื่อมสภาพเร็วขึ้นอีกด้วย ต่อ ใบขับขี่ 2565 ที่ NumberOne Drive School โรงเรียนสอนขับรถ

2.  (❌) รถใหม่สมัยนี้ ไม่ต้อง รันอิน

     (✔️) รถใหม่ทุกรุ่นทุกยี่ห้อ ต้องรันอิน

รถรุ่นใหม่ๆ แม้จะมีการควบคุมคุณภาพอย่างดีแล้วก็ตามแต่เครื่องยนต์ใหม่ควรต้อง ผ่านการรันอิน และ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องสักครั้งก่อนที่จะใช้งานอย่างเต็มที่ เพราะเศษโลหะที่ตกค้างอยู่ในระบบจะได้ถูกชะล้างออกไป

การรันอินนั้นทำได้ไม่ยาก โดยในช่วง 1,000 กม. แรก ไม่เร่งเครื่องยนต์อย่างรุนแรง หรือใช้รอบเครื่องยนต์ที่สูงมาก ๆ ถ้าใช้รอบเครื่องไม่เกิน 3,000 รตน.(รอบต่อนาที) ได้ก็จะดีและเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามระยะที่ผู้ผลิตกำหนด พูดถึงเรื่องนี้เคยมีผู้ใช้รถบางคนไม่นำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจเช็ค โดยให้เหตุผลว่า เสียเวลา เปลี่ยนน้ำมันเครื่องทำที่ไหนก็ได้อย่างนี้ น่าเสียดาย แทนจริง ๆเพราะถ้าเกิดความเสียหายกับเครื่องยนต์จะเรียกร้องเอากับใคร

3. (❌) ยกขาก้านปัดน้ำฝนขณะจอดรถช่วยยืดอายุใบปัด

    (✔️) สปริงในก้านที่ปัดน้ำฝนจะอ่อน และเสียเร็วขึ้น

     ส่วนสำคัญที่ทำให้ที่ปัดน้ำฝนทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพประกอบด้วยใบปัด แผ่นยางซึ่งทำหน้าที่รีดน้ำจากกระจกบังลมหน้า ปกติจะมีอายุการใช้งานประมาณ 1 ปี หากใช้นานกว่านั้นเนื้อยางจะแข็งตัวหรือมีการฉีกขาด ไม่ว่าจะยกไว้หรือไม่ก็ตาม

     อีกส่วนคือ ก้านใบปัด ที่มีสปริงคอยดึงให้ใบปัดแนบสนิทกับกระจก ซึ่งรับแรงจากคันโยก และมอเตอร์ ตัวนี้มีราคาสูงกว่าใบปัด การยกก้านเมื่อจอดตากแดด สปริงจะถูกดึงให้ยืดออกตลอดเวลาอายุการใช้งานสั้นลง ทำให้ต้องจ่ายแพงกว่าเดิมหลายเท่าถ้าต้องเปลี่ยนทั้งชุด

4. (❌) รถติดไฟแดงคาเกียร์ D ไว้ดีกว่าเปลี่ยนเกียร์ว่าง

    (✔️) หยุดรถก็โอเค แต่ถ้าติดไฟแดงนานก็ต้องระวังชนคันหน้า

     ในกรณีรถติดไฟแดง ผู้ขับรถที่ใช้เกียร์ธรรมดาจะปลดเกียร์ว่างและเหยียบเบรค ป้องกันรถไหล คงจะไม่มีใครเหยียบคลัทช์ และเบรค ใส่เกียร์คาไว้ให้เมื่อยขา ขณะที่ผู้ขับรถเกียร์อัตโนมัติ กลับมาพฤติกรรมที่แตกต่างกัน กลุ่มแรก เหยียบเบรคโดยคาเกียร์ไว้ที่ตำแหน่ง D กลุ่มที่ 2 เบรคเหมือนกัน แต่เลื่อนตำแหน่งคันเกียร์มาที่เกียร์ว่าง N กลุ่มสุดท้าย ดัดคันเกียร์มาอยู่ที่ P ไม่เหยียบเบรค

     ถ้าติดไฟแดงนาน ๆ กลุ่มแรก ต้องระวังมากที่สุดเพราะถ้าขยับตัวแล้วเท้าหลุดจากแป้นเบรค รถอาจพุ่งไปชนคันหน้า กลุ่มที่ 2 เบาหน่อยแค่เมื่อย ส่วนกลุ่มสุดท้ายสบายใจได้แต่อาจจะไม่สะดวกกับการใช้งาน วิธีดีที่สุด คือ เกียร์ว่าง และดึงเบรคมือ

5. (❌) ฝนตกขับ 4 ล้อเกาะกว่า 2 ล้อ

    (✔️) อย่าใช้ระบบขับเคลื่อนผิดประเภท จะได้ไม่ต้องเสียใจ

     ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อนั้นอาจจะช่วยให้รถเกาะถนนมากกว่าระบบขับเคลื่อน 2 ล้อแต่ สำหรับรถที่ใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบพาร์ทไทม์หรือ ตามต้องการ ในรถพิคอัพหรือพีพีวีที่มีชุดส่งกำลังแยกเพื่อส่ง กำลังไปยังล้อหน้า กำลังจากล้อหลังจะถูกแบ่งมายังล้อหน้า อาการท้ายปัดหรือล้อหลังฟรีก็จะน้อยลง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเกาะถนนดี เมื่อต้องเลี้ยวในความเร็วสูง ล้อหน้าที่ถูกล็อคให้หมุนจะเลี้ยวได้น้อยลง ทำให้ต้องใช้วงเลี้ยวที่กว้างขึ้นจึงมีรถประเภทนี้หลุดโค้งให้เห็นกันเป็นประจำ

     ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบพาร์ทไทม์มีไว้เพื่อช่วยให้รถสามารถผ่านทางทุรกันดารได้ ง่ายขึ้น ต่างกับพวกที่เป็นฟูลล์ไทม์หรือ ตลอดเวลา ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการยึดเกาะถนน ต่อใบขับขี่มอเตอร์ไซค์ ที่ NumberOne Drive School โรงเรียนสอนขับรถ

6. (❌) เดินทางไกลลมยางอ่อนดี

    (✔️) ลมน้อย ยางมีโอกาสระเบิด

     คู่มือการใช้และดูแลรักษายางรถยนต์ไม่ว่าจะเป็นค่ายไหนก็แนะนำตรงกันว่าผู้ใช้รถควรเติมลมยางตามมาตรฐานที่ผู้ผลิตรถยนต์กำหนดไว้ และให้เพิ่มแรงดันลมยางให้สูงขึ้นอีก 2-3 ปอนด์ เมื่อต้องเดินทางไกล

     ลมยางที่อ่อนกว่ามาตรฐานกำหนด นอกจากจะทำให้ยางด้านนอกสึกมากกว่าด้านในแล้วยังอาจส่งผลเสียกับโครงสร้างยางได้ มีโอกาสเกิด ยางระเบิดมากกว่าหรือใกล้เคียงกับยางที่มีแรงดันลมยางเกินกำหนด เพราะอุณหภูมิความร้อนที่เกิดจากการเสียดสีของหน้ายางและฉีกขาดได้ง่าย

7. (❌) ตั้งศูนย์ล้อหน้าอย่างเดียวก็พอ

    (✔️) ทุกล้อมีความสำคัญ ตั้งศูนย์ล้อควรทำทั้ง 4 ล้อ

    เชื่อหรือไม่ว่า ศูนย์ล้อหลังมีความสำคัญพอ ๆ กับศูนย์ล้อหน้า หรืออาจจะมากกว่า เพราะมุมที่ล้อหลังเอียงไปเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้รถเสียสมดุลเมื่อเบรคหรือเลี้ยวและทำให้รถเลี้ยวไปมากกว่าที่คิด

     รถยนต์ส่วนใหญ่จะปรับตั้งศูนย์ล้อได้หน้า/หลัง ยกเว้นรถขับเคลื่อนหน้าบางรุ่นที่ปรับได้แต่เฉพาะล้อหน้าเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถตั้งศูนย์ล้อหลัง ก็ต้องทำใจ

8. (❌) เปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินข้ามแยก

    (✔️) เวลาข้ามแยก รอให้รถว่าง และไม่เปิดไฟฉุกเฉิน

     ถ้าคุณเปิดไฟฉุกเฉิน รถทั้งด้านซ้าย/ขวา ต่างก็จะเห็นสัญญาณไฟเลี้ยวเพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น รถทางขวาอาจจะจอดให้ไป แต่สำหรับทางซ้ายอาจคิดว่าคุณจะเลี้ยวซ้ายจึงไม่หยุดให้อุบัติเหตุจึงเกิดขึ้นด้วยความเข้าใจผิด จากการใช้สัญญาณไฟแบบผิดที่ผิดทาง

9. (❌) ฝนตกหนัก หรือหมอกลงจัดต้องเปิดไฟฉุกเฉิน

    (✔️) อาจสร้างความสับสนให้ผู้ร่วมทาง ไฟฉุกเฉินใช้เวลาจอดฉุกเฉิน

     ในสภาพอากาศที่ไม่ดี และทัศนวิสัยแย่มาก จนมองแทบไม่เห็นรถคันหน้าการชะลอความเร็ว เปิดไฟหน้าและทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากขึ้น เป็นสิ่งที่ควรทำ

     แต่การใช้สัญญาณไฟฉุกเฉิน ทำให้รถที่วิ่งสวนทางมาเข้าใจผิดคิดว่ามีรถจอดเสียอยู่ทางซ้ายริมถนน และหักหลบไปทางขวา ซึ่งเป็นไหล่ทาง กว่าจะเห็นอาจจะสายเกินไปไม่ลงไปข้างทางก็อาจพุ่งข้ามช่องทางมาชน หรือถ้าหยุดรถก็ขวางทาง และเกิดอุบัติเหตุ

     การใช้สัญญาณไฟฉุกเฉิน หรือไฟผ่าหมาก ควรใช้เฉพาะเวลาที่รถเสียและต้องจอดอยู่ริมถนน เพื่อบอกให้เพื่อนร่วมทางที่สัญจรผ่านไปมา ใช้ความระมัดระวัง e-learning

10. (❌) ผ้าเบรคแข็ง หรือ ผ้าเบรคเนื้อแข็ง ไม่ดี

    (✔️) ไม่แน่เสมอไป ขึ้นอยู่กับความต้องการ

     ความเข้าใจผิด ๆ เรื่อง ผ้าเบรค ที่ว่าผ้าเบรคอ่อนดีกว่าแข็งเกิดจากบรรดาช่างซ่อมรถที่ไม่ได้อธิบายให้เจ้าของรถเข้าใจ

     การผสมเนื้อผ้าเบรคให้ใช้งานได้ดี เป็นศาสตร์ชั้นสูง ใช้วัสดุนานาชนิดและมีส่วนที่แตกต่างกัน ซึ่งจะมีผลต่อคุณสมบัติของผ้าเบรค และมักจะขัดแย้งกันเองถ้าเน้นข้อดีข้อใดขึ้นมาก็มักจะมีข้ออื่นด้อยลงไป เช่น การใช้ส่วนผสมที่เบรคหยุดดี ก็จะกินเนื้อจานเบรคมาก หรือร้อนจัด หรือไม่เนื้อผ้าเบรคก็สึกเร็ว พอทำให้สึกช้า ก็แข็ง เบรคไม่ค่อยอยู่ หรือมีเสียงรบกวน ส่วนผ้าเบรคเนื้ออ่อนที่มีจุดเด่นเรื่องไม่กัดกินเนื้อจานเบรค

สอบใบขับขี่ยังไงให้ผ่านภายในครั้งเดียว
เคล็ดไม่ลับในการสอบใบขับขี่

สอบใบขับขี่ยังไงให้ผ่านภายในครั้งเดียว และใครสามารถขอใบขับขี่ได้บ้าง

1. อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์
2. มีความรู้ ความสามารถในการขับรถ
3. รู้กฎหมายจราจรทางบก
4. สามารถขับรถได้ ไม่เป็นผู้มีร่างกายพิการ
5. ไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นอันตรายต่อการขับรถ
6. ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือน
7. ไม่เคยมีใบขับขี่ชนิดเดียวกันอยู่แล้ว
8. ไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกยึดหรือเพิกถอนใบขับขี่

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนสอบใบขับขี่

2. ตรวจร่างกาย และอย่าลืมขอใบรับรองแพทย์ (อายุไม่เกิน 1 เดือน นับจากวันที่ระบุในใบรับรองแพทย์)

3. เตรียมตัวให้พร้อม ฝึกซ้อมขับรถให้คล่อง

ขั้นตอนต่อไป : เตรียมเอกสารให้ครบ

 
1. บัตรประชาชนฉบับจริง พร้อมสำเนา
 (ชาวต่างชาติ: ใช้ใบสำคัญบัตรประจำตัวคนต่างด้าว หรือหนังสือเดินทาง (PASSPORT) พร้อมสำเนาหรือ ใบสำคัญถิ่นที่อยู่/ใบอนุญาตการทำงาน  ที่ยังไม่หมดอายุ
 2. ใบรับรองแพทย์

โดยปกติในการสอบใบขับขี่จะใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

1. อบรม 4 ชั่วโมง ณ ศูนย์ฝึกอบรมตามสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ หรือ กรมการขนส่งทางบก สำนักงานสาขาที่จองคิวไว้
2. สอบ 
2.1 ยื่นเอกสาร (บัตรประชาชนฉบับจริงพร้อมสำเนา และใบรับรองแพทย์)
2.2 สอบสมรรถภาพร่างกาย / ทดสอบการมองเห็นสี / ทดสอบสายตาทางลึก / ทดสอบสายตาทางกว้าง / ทดสอบปฏิกิริยาเท้า (ความสามารถในการใช้เบรคระหว่างขับรถ)
2.3 สอบข้อเขียน
2.4 สอบขับรถ

สอบใบขับขี่ยังไงให้ผ่านภายในครั้งเดียว ท่าสอบใบขับขี่มีท่าอะไรบ้าง

ท่าสอบใบขับขี่มีท่าอะไรบ้าง

  1. ขับรถเดินหน้าและหยุดรถเทียบทางเท้า
    ด้านซ้ายขนานขอบทาง โดยมีระยะห่างไม่เกิน 25 ซม.
    กันชนหน้า หรือล้อหน้า ไม่ล้ำจุดหยุดรถ และห่างจากจุดหยุดรถได้ไม่เกิน 1 เมตร
    ไม่ปีนฟุตบาท
  2. ขับรถเดินหน้า และถอยหลังทางตรง (สามารถเลือกสอบแบบใดแบบหนึ่งได้)
    แบบที่ 1: เดินหน้าและถอยหลังออกช่องเดินรถ โดยไม่ขับชนหรือเบียดหลักที่ตั้งไว้
    แบบที่ 2: เดินหน้าถอยหลังเข้าช่อง โดยล้อรถไม่ทับเส้นแบ่งช่องทาง ไม่ชน หรือปีนขอบทาง
  3. ขับรถถอยหลังเข้าจอด และออกจากช่องว่างด้านซ้าย
    ท้ายรถตั้งฉากกับขอบทาง
    ล้อรถไม่ทับเส้นแบ่งช่องทาง
    ไม่ปีน หรือไม่ตกขอบทาง
  4. หยุดรถ และออกรถบนทางลาด
    เบรคบนทางลาด โดยไม่ให้รถไหล
  5. กลับรถ ต้องไม่เบียด หรือชนหลักที่ตั้งไว้
  6. ขับรถเดินหน้าจอดในช่องมุมฉาก
ที่สำคัญอย่าลืมปฏิบัติตามป้ายจราจร เปิดไฟเลี้ยว และให้สัญญาณไฟให้ถูกต้องทุกครั้ง
  • นำผลการสอบไปยื่นกับเจ้าหน้าที่ขนส่งฯ
  • ชำระค่าธรรมเนียม และรับใบขับขี่
    เพียงแค่นี้คุณก็ได้ใบขับขี่ไปขับรถสบายๆ แล้ว