Search for:
น้ำยาล้างจานล้างรถยนต์
น้ำยาล้างจานล้างรถยนต์ได้จริงไหม ?

รถยนต์เมื่อใช้งานเป็นประจำทุกวัน ต้องขับขี่ผ่านฝุ่น ควัน ละอองน้ำต่างมาเกาะที่ตัวรถ ทำให้รถยนต์ของเรานั้นเกิดสกปรกได้ และเมื่อรถยนต์เปื้อนหลายๆคนก็จะนำไปล้าง บางคนเลือกที่จะนำไปล้างที่คาร์แคร์ บางคนไม่ค่อยมีเวลาได้ออกไปก็จะล้างเองที่บ้านโดยใช้วัสดุทีมีในบ้านเพื่อเป็นการประหยัดเงินอย่างแชมพู น้ำยาล้างจาน ว่าแต่น้ำยาล้างจาน นั้นสามารถนำมาล้างรถได้จริงหรือ แล้วส่งผลกระทบต่อตัวรถไหม วันนี้ โรงเรียนสอนขับรถศรีสะเกษ มีคำตอบมาฝากครับ

น้ำยาล้างจานล้างรถยนต์

     ตอบได้เลยว่า การนำน้ำยาล้างจานมาล้างรถ ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เนื่องจากน้ำยาล้างจานมีคุณสมบัติสามารถทางเคมีเป็นกลาง คือคือไม่เป็นทั้งกรดและด่าง สามารถที่จะขจัดคราบไขมัน ออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่พื้นผิวของตัวถังรถไม่ได้เป็นแบบนั้น เนื่องจากผิวตัวถังของรถมีชั้นเคลือบใส (Clear coat) ใช้สำหรับปกป้องชั้นสีที่แท้จริง เพื่อช่วยรักษาสีตัวถังให้สวยสดอยู่เสมอ การใช้น้ำยาล้างจานหรือสบู่เหลวต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลให้ชั้นเคลือบเหล่านี้บางลง และจะทำให้สีรถซีดด่างในที่สุด

1. ทำให้แว็กซ์หลุด

     หากเราใช้ น้ำยาล้างจาน มาใช้ล้างรถเป็นเวลาติดต่อกันเป็นประจำ จะส่งผลทำให้ชั้นเคลือบแล็คเกอร์ของผิวรถยนต์หลุดออกไป

2. มีสารเคมีที่รุนแรงกับสีรถ

     ในน้ำยาล้างจานนั้นมีสารเคมีหลักๆคือ  Sodium Alkyl Benzene Sulphonate และ Sodium Lauryl Ether Sulphate ที่มีคุณสมบัติชะล้างคราบสิ่งสกปรก คราบไขมันหนัก ๆ ซึ่งอาจทำให้บางคนที่แพ้น้ำยาล้างจานจากสารเหล่านี้ มีอาการระคายเคือง ผิวลอก ได้ กับรถยนต์ก็เช่นกันจะส่งผลต่อพื้นผิวของรถ ทำให้สีรถจะดูหมองไม่เงางาม 

3. ล้างออกยาก

     น้ำยาล้างจานนั่นจะทำการล้างออกได้ค่อนข้างยากกว่าน้ำยาล้างรถ เนื่องจากคุณสมบัตขิงน้ำยาล้างจานจะเกาะกับตัวรถยนต์ได้ดีกว่า และหากล้างน้ำเปล่าไม่สะอาดพอก็อาจทิ้งสารตกค้างกับตัวรถของเราอีกด้วย

วิธีขัดไฟหน้ารถเหลือง 2022
รวมสารพัดวิธีขัดไฟหน้ารถเหลืองให้ใสเหมือนใหม่

ไฟหน้ารถเหลือง เป็นปัญหากวนใจของคนรักรถ อยากให้รถสวยเงางับเหมือนใหม่อยู่ตลอดเวลา แต่อายุการใช้งานของรถยนต์ที่มากขึ้น ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ เป็นเรื่องธรรมดาที่ไฟหน้ารถจะขึ้นฝ้าและกลายเป็นสีเหลือง ไม่เงาใสเหมือนตอนซื้อรถป้ายแดง วันนี้โรงเรียนสอนขับรถศรีสะเกษ จึงรวบรวมสารพัดวิธีขัดไฟหน้ารถให้กลับมาใสเหมือนใหม่ แบบไม่ต้องง้อช่าง เพราะเราสามารถทำเองได้ที่บ้าน แค่เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม ว่าแต่จะมีวิธีไหนบ้าง ต้องเตรียมอะไร ไปดูกันครับ

ไฟหน้ารถยนต์ เป็นอุปกรณ์ที่ทำมาจากแก้วหรือพลาสติก แล้วแต่รุ่นรถ เมื่อถูกใช้งานไปนานๆ มีโอกาสเกิดคราบเหลืองบริเวณด้านนอกและด้านใน หากเป็นคราบด้านใน แนะนำให้ร้านที่มีผู้เชี่ยวชาญในการแกะไฟหน้าออกมาทำความสะอาดดีกว่า แต่สำหรับคราบเหลืองด้านนอกไฟหน้ารถ สามารถขัดให้ใสได้ด้วยตัวเอง 

สาเหตุที่ทำให้ไฟหน้ารถเหลือง

    ไฟหน้ารถยนต์ไม่ใส กลายเป็นสีเหลืองขุ่น เกิดจากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะแสงแดดจัด เมื่อโคมไฟที่ทำจากพลาสติกโดนความร้อนมากๆ เข้า ก็จะแปรสภาพเป็นสีเหลืองขุ่น มีความมัวหมอง มักพบในรถที่มีอายุ 10 ปีขึ้นไป ละอองน้ำมันหรือเขม่าควันจากรถคันหน้าที่กระเด็นมาโดนไฟหน้ารถ หากถูกสะสมเป็นเวลานานก็จะกลายเป็นคราบทำให้โคมไฟหน้ารถเป็นสีเหลือง และในส่วนของความเหลืองภายใน เกิดจากการใช้งานหลอดไฟเป็นเวลานาน ความร้อนของหลอดไฟจะเปลี่ยนสภาพอะคริลิกบนโคมให้ค่อยๆ กลายเป็นสีเหลือง มักพบบ่อยในรถคันที่ชอบท่องโลกยามราตรี เพราะจำเป็นต้องเปิดไฟหน้ารถยนต์เป็นเวลานาน

 

วิธีขัดไฟหน้ารถให้เหมือนใหม่ง่าย ๆ ได้ด้วยตัวเอง

    รู้สาเหตุที่ทำให้ไฟหน้ารถยนต์เหลืองกันไปแล้ว มาถึงวิธีขัดไฟหน้าให้ใสวิ๊งกันบ้าง เริ่มต้นจากวิธีที่มีคนพูดถึงกันมากที่สุด ก็คือ การขัดไฟหน้ารถยนต์ด้วย ยาสีฟัน

วิธีขัดไฟหน้ารถเหลือง

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • ยาสีฟัน
  • ผ้าผืนเล็ก หรือ ฟองน้ำแห้ง สำหรับใช้ตอนขัด
  • ผ้าแห้ง สำหรับใช้เช็ด

วิธีขัดไฟหน้ารถด้วยยาสีฟัน

  1. ล้างไฟหน้ารถยนต์ด้วยน้ำเปล่า แล้วเช็ดให้แห้ง
  2. บีบยาสีฟันลงบนโคมไฟหน้า เกลียให้ทั่วตัวโคม และปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที
  3. ใช้ผ้าผืนเล็กหรือฟองน้ำแห้ง ขัดวนเป็นวงกลมให้ทั่วโคม ออกแรงพอประมาณให้คราบหลุดออก
  4. เมื่อคราบหลุดออกแล้ว ให้ล้างด้วยน้ำสะอาด แล้วใช้ผ้าแห้งเช็ดโคม เพียงเท่านี้ก็จะได้โคมไฟหน้ารถสว่างใสปิ๊ง
วิธีขัดไฟหน้ารถเหลือง

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • กระดาษทรายน้ำ เบอร์ 320
  • กระดาษทรายน้ำ เบอร์ 1000 สำหรับแก้ปัญหาไฟหน้ารถเหลือง (คนละประเภทกับกระดาษทรายขัดไม้)
  • สเปรย์เคลือบเงา

วิธีขัดไฟหน้ารถด้วยกระดาษทราย

  1. ใช้กระดาษทรายน้ำเบอร์ 320 ชุบน้ำเล็กน้อย แล้วขัดบริเวณโคมไฟ ขัดด้วยแรงที่สม่ำเสมอกันจนรู้สึกว่าพื้นผิวโคมเรียบเนียน แล้วจึงล้างโคมไฟหน้าด้วยน้ำเปล่า ขั้นตอนนี้ต้องใจเย็นๆ ค่อยๆ ขัดไป
  2. ใช้กระดาษทรายน้ำเบอร์ 1000 ชุบน้ำเล็กน้อย ขัดที่โคมไฟอีกครั้ง
  3. ขัดวนไปประมาณ 5 นาที หรือจนกว่าคราบขุ่นหลุดออกมา
  4. จากนั้นใช้สเปรย์เคลือเงา ฉีดบริเวณโคมไฟให้ทั่ว
  5. ขัดด้วยกระดาษเบอร์ 1000 อีกครั้ง โดยขัดวนเป็นวงกลมหลายๆ วง และหลายๆ ครั้ง เท่านี้ก็จะได้โคมไฟหน้ารถเงาวับเหมือนใหม่ แต่อาจจะใช้เวลาในการขัดนานหน่อย เป็นกำลังใจให้ครับ

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • ถุงพลาสติก
  • ผลิตภัณฑ์ขจัดคราบ
  • ผ้าไมโครไฟเบอร์

วิธีขัดไฟหน้ารถด้วยผลิตภัณฑ์ขจัดคราบ

  1. ทำความสะอาดพื้นผิวบนโคมให้สะอาดด้วยน้ำเปล่าและเช็ดด้วยผ้าให้แห้ง
  2. นำถุงพลาสติกปกปิดบริเวณรอบโคมไฟ เหลือไว้ให้เห็นเพียงโคมไฟที่เราจะขัด
  3. ใช้น้ำยาขจัดคราบฉีดไปบนโคมไฟหน้า แล้วทิ้งไว้ 2 นาที
  4. ใช้ผ้าสะอาดเช็ดบริเวณที่ฉีดไว้ออกให้หมด
  5. ล้างทำความสะอาดไฟหน้าด้วยน้ำเปล่าอีกครั้ง และใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดให้แห้ง โคไฟหน้ารถที่เคยเหลืองก็จะใสขึ้นทันตา
วิธีขัดไฟหน้ารถเหลือง

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • ครีมทำความสะอาดอเนกประสงค์
  • ผ้านุ่มๆ

วิธีขัดไฟหน้ารถด้วยครีมทำความสะอาดอเนกประสงค์ (สเตคลีน)

  1. ทาครีมทำความสะอาดอเนกประสงค์ลงบนโคมไฟหน้ารถให้ทั่ว แล้วทิ้งไว้สักพัก

จากนั้นใช้ผ้านุ่ม ค่อยๆ เช็ดออก จะทำให้โคมไฟหน้ารถใสขึ้นมาระดับหนึ่ง เหมาะสำหรับไฟหน้ารถที่ไม่เหลืองมาก

    จบไปแล้วกับ สารพัดวิธีการขัดโคมไฟหน้ารถยนต์ให้ใสเหมือนใหม่ ที่เพื่อนๆ สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ถ้าไฟหน้ารถเหลืองเมื่อไหร่ ก็อย่าลืมนำวิธีข้างต้นไปลองใช้กันนะครับ แต่สำหรับใครที่นำไปทำตามแล้ว โคมไฟไม่ใสขึ้นตามแบบที่ต้องการ อาจเป็นเพราะคราบติดลึกฝังแน่น แนะนำให้นำรถเข้าร้านบริการขัดไฟหน้ารถ ซึ่งร้านเหล่านี้จะเชี่ยวชาญ และมีอุปกรณ์ในการขัดที่มากกว่า แม้ว่าเราจะต้องเสียเงินสักหน่อย แต่ก็เพื่อรถที่คุณรักจะกลับมาเหมือนใหม่ อาจจะต้องยอมแล้วหละ

     อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเพื่อนๆ จะเลือกวิธีไหน ขอให้หมั่นดูแลทำความสะอาดไฟหน้ารถยนต์ให้ใสวิ๊ง อย่าปล่อยให้ไฟหน้ารถเหลืองมาบงบังทัศวิสัยในการขับขี่โดยเฉพาะตอนกลางคืน ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ของทั้งคนและรถนะครับ

รถเบรคจม 2022
เหยียบเบรคแล้วรถเบรคจม เบรกรถไม่อยู่ทำไงดี ?

รถเบรคจม  เป็นอาการที่อันตรายมากนอกเหนือเรื่องสมรรถนะการขับขี่ ความนุ่มนวล ความแรง หรือความสะดวกสบายในตัวรถ หนึ่งเรื่องที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือเรื่อง ความปลอดภัย ซึ่งชิ้นส่วนที่สำคัญที่สุดของเรื่องนี้คงหนีไม่พ้นในเรื่องของเบรค แล้วถ้ารถมีอาการ เบรคจม ทำให้รถ เบรคไม่อยู่ คุณจะทำอย่างไร รวมไปถึงถ้าจะซื้อรถมือสองเรื่องของเบรค เช็กยังไงให้ชัวร์ก่อนซื้อ โรงเรียนสอนขับรถศรีสะเกษ พามาดูข้อมูลเบื้องต้นครับ

รถเบรคจม

การที่รถหยุดไม่ได้ในทันที ตอนที่ขับขี่มีระยะตอนเหนียบเบรคลึกกว่าปกติกว่ารถจะเริ่มชะลอความเร็ว นั่นคืออาการที่เรียกว่า เบรคจม ซึ่งส่งผลต่อเนื่องทำให้รถ เบรคไม่อยู่ เป็นอาการแสดงให้เห็นชัดเจนเลยว่า ระบบเบรคของรถคุณกำลังมีปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยด่วน ปล่อยไว้ไม่ได้  

รถเบรคจม

หลายคนคิดว่าอาการเบรคจมมีสาเหตุมาจาก ผ้าเบรคหมด จนทำให้ระยะห่างของผ้าเบรคที่จับกับจานมีมากขึ้นจนทำให้มีระยะการเบรคที่มากขึ้น แต่ไม่เสมอไป ! เพราะระบบเบรคของรถยนต์มีมากกว่านั้น ซึ่งอาการเบรคจมก็เป็นไปได้ด้วยว่าเกิดจากการเสื่อมสึกหรอของชิ้นส่วนภายในตัวปั้มเบรค พวกลูกยางต่าง ๆ ที่เสื่อมสภาพไปจากการใช้งาน มีการรั่วซึมหรือทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้แรงดันน้ำมันเบรคลดลงกว่ามาตรฐาน ทำให้ต้องมีการเหยียบแป้นเบรคซ้ำ ๆ เพื่อเพิ่มแรงดัน 

วิธีแก้ปัญหาอาจต้องไล่ไปตั้งแต่ส่วนของผ้าเบรค ถ้าผ้าเบรคยังเต็มใช้งานได้อยู่ก็อาจต้องเช็คอุปกรณ์ในระบบเบรคทั้งหมด มีการรั่วซึมตามจุดเล็ก ๆ หรือไม่ น้ำมันเบรคขาด ต่ำกว่าระดับมาตรฐานหรือเปล่า ไปจนถึงอาจต้องไล่ลมเบรคใหม่เพื่อไล่อากาศออกจากระบบการทำงาน ซึ่งจะช่วยให้เบรครถของคุณกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพได้เหมือนเดิม

รถเบรคจม

ในแง่ของคนซื้อรถโดยเฉพาะรถมือสองที่มาตรฐานของรถแต่ละคันอาจต่างกันไป เรื่องของเบรคไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่แก้ไม่ได้ แต่ก่อนซื้อควรทดลองขับก่อนเพื่อจับสังเกตถึงปัญหาของรถในส่วนของเบรคจะดีที่สุด เบรคอยู่ไหม มีอาการเบรคจมหรือไม่ หรือเบรคไม่ค่อยอยู่ก็ไม่ควรซื้อ แต่ถ้าจะให้ดีกว่านั้น ! นอกจากการทดลองขับแล้วควรมีช่างผู้เชี่ยวชาญไปช่วยตรวจสอบระบบเบรคด้วย เพราะจะเช็กได้ “ลึกกว่า” ตรวจสอบทั้งระบบว่ามีจุดไหน ตรงไหนรั่วซึมหรือต้องได้รับการแก้ไขหรือไม่หากคุณตัดสินใจซื้อรถคันนั้น ๆ ไป อุ่นใจกว่าก่อนซื้อ ไม่ใช่ว่าซื้อไปก็ต้องรีบวิ่งเข้าอู่ไปซ่อมเบรคในทันที   

อีกคำแนะนำสำหรับคนจะซื้อรถมือสอง นอกจากที่ว่าควรมีผู้เชี่ยวชาญไปช่วยดูก็คือ ควร “ซื้อประกันอะไหล่” ติดรถไว้ด้วยเพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัย ขับขี่รถตอนที่ซ่อมก็ไม่ต้องเสียค่าซ่อมแพง ๆ  หรือซื้อรถมือสอง “มั่นใจคุณภาพ ขับขี่สบายใจ” ชิ้นส่วนอะไหล่คุ้มครองครอบคลุมที่สุดในตลาด เครื่องยนต์ ระบบเพลา ระบบเกียร์ และ ระบบไฟฟ้า รอบคัน ประหยัดค่าซ่อมได้เยอะ

เติมน้ำมันเต็มถัง 2022
เติมน้ำมันเต็มถังกับครึ่งถัง แบบไหนประหยัดน้ำมันกว่ากัน

ถ้าเราเติมน้ำมันครึ่งถังเป็นประจำก็จะไม่ช่วยประหยัดน้ำมัน และส่งผลไม่ดีต่อเครื่องยนต์อีกด้วย เนื่องจากน้ำมันที่ไหลผ่านปั้มติ๊ก จะช่วยให้ปั้มติ๊กไม่ร้อนและมีการหล่อลื่นเมื่อ น้ำมันในถังเหลือน้อย จึงทำให้ปั้มติ๊กต้องทำงานหนักมากขึ้นในการสูบน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำลงไป ประกอบกับไม่มีน้ำมันมาห่อหุ้มเพื่อระบายความร้อน และหล่อลื่นของปั้มติ๊ก ซึ่งทั้งสองเหตุผลจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ปั้มติ๊กเริ่มเสื่อมสภาพ โรงเรียนสอนขับรถศรีสะเกษ นำเกร็ดความรู้มาฝากครับ

เติมน้ำมันเต็มถัง 2022

นอกจากนี้ ถ้าน้ำมันในถังน้อยจนเกินไป จะส่งผลให้กลไกลูกลอยวัดระดับน้ำมันเชื้อเพลิงในถังเกิดความเสียหายได้ ยิ่งถ้าระดับน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ในระดับต่ำแล้วขับขี่ด้วยความเร็วสูง พร้อมยังผ่านพื้นถนนที่มีความขรุขระจะทำให้กลไกลูกลอยมีการสั่นสะเทือนและกระแทก อาจจะทำให้ลูกลอยหลุด และแสดงระดับน้ำมันในถังไม่เที่ยงตรง หรือเรียกอีกอย่างว่า เกจ์วัดระดับน้ำมันเสียนั่นเอง

แต่ถ้า เติมน้ำมัน ในขณะที่น้ำมันเกือบเต็มถัง หรือเติมน้ำมันที่มากเกินไป ไอระเหยของน้ำมันจะทำให้ระบบเครื่องยนต์มีปัญหา อีกทั้ง น้ำมันอาจจะซึม หรือกระฉอกออกมาจากฝาถังน้ำมัน ในขณะที่กำลังขับรถ อาจจะทำให้เปื้อน ทำลายสีรถ และเกิดอันตรายได้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนแนะนำ วิธีการ เติมน้ำมัน ที่ถูกต้องว่า ควรเติมน้ำมันให้เกิน ¾ ของถังน้ำมันอย่างสม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้น้ำมันในถังน้ำมันแห้งบ่อยๆ เพราะจะส่งผลไม่ดีต่อรถของเรา อีกทั้ง รอให้น้ำมันเหลือ ¼ ของถังก่อน แล้วค่อย เติมน้ำมัน เพราะจะช่วยถนอมและรักษาเครื่องยนต์ให้ใช้ไปอีกยาวนาน

ทําสีรถยนต์ใหม่ 2022
ทําสีรถยนต์ใหม่อยู่ได้กี่ปีต้องเลือกสียังไง?

     สำหรับคนที่ใช้รถมาหลายปี ต้องมีฝ่าฝนโดนแดดหรือขับชนกันมาบ้าง จนมีรอยแตก รอยปริ ที่ทำให้สีรถหลุดลอกออกไป กลายเป็นรถไม่น่ามอง คงมีความคิดอยากเปลี่ยนโฉมรถคู่ใจให้ดูใหม่ เช่น การทำสีรถ ไม่ว่าจะเฉพาะจุดหรือทำสีใหม่รอบคัน แต่อาจกังวลว่า ทำสีรถใหม่จะอยู่ได้นานแค่ไหน แล้วจะได้สีเดียวกับสีเดิมหรือไม่ วันนี้โรงเรียนสอนขับรถศรีสะเกษ มีคำตอบ

ทําสีรถยนต์ใหม่

สีรถที่เราทำมาใหม่จะอยู่ได้นานแค่ไหน? ขึ้นอยู่กับ คุณสมบัติของสี วิธีการโป๊วสี แลคเกอร์เคลือบสี แต่โดยทั่วไปแล้วจะอยู่ได้นานถึง 5 ปี ซึ่งการทำสีใหม่ที่อู่ทำสีทั่วไปจะไม่เหมือนกับการทำสีรถใหม่จากโรงงาน เนื่องจากมีระบบทำสีที่ต่างกัน  โดยทั่วไปการทำสีรถ จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ แบบ 1K , แบบ 2K และแบบ OEM ดังนี้

ทําสีรถยนต์ใหม่

จะประกอบด้วยตัวสีเพียงอย่างเดียว แต่หากนำมาใช้ จะผสมกับตัวทำละลาย (ทินเนอร์) ก่อนเพื่อความสะดวกในการพ่นสี หลังพ่นแล้วตัวทำลายจะระเหยออกไปเหลือแต่ตัวสีที่แห้งแล้ว ซึ่งตัวสี 1K มีทั้งแบบสีแห้งเร็วและแห้งช้า ขึ้นอยู่กับชนิดของสี 1K ได้แก่ 

1.1 สี 1K ซินเทติกอีนาเมล หรือสีน้ำมัน เป็นสี 1K แบบแห้งตัวช้า โดยจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศแล้วสีค่อยๆ แห้งไป 

1.2 สี 1K ไนโตรเซลลูโลส เป็นสี 1K แบบแห้งตัวเร็ว โดยตัวทำละลาย (ทินเดอร์) จะระเหยตัวทำให้สีแห้งเร็ว

1.3 สี 1K อะคริลิค เป็นสี 1K แบบแห้งตัวเร็ว โดยตัวทำละลาย (ทินเดอร์) จะระเหยตัวทำให้สีแห้งเร็ว

ทําสีรถยนต์ใหม่

จะเป็นระบบแบบสีแห้งช้า และมีแตกต่างจากสีแบบ 1K ตรงที่มีองค์ประกอบที่ 2 คือ สารเร่งปฎิกริยา ไม่ว่าจะเป็น Hard หรือ Activator ซึ่งจำเป็นต้องผสมทั้ง 2 องค์ประกอบอย่างสมส่วนและลงตัว และสี 2K ยังได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับการพ่นสีรถใหม่ เพราะ มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม และให้คุณสมบัติเทียบเคียงกับสี OEM ที่มีจากโรงงานมากที่สุด

ทําสีรถยนต์ใหม่

หรือที่เขาเรียกว่า สีอบ คือสีที่ใช้ในโรงงานประกอบรถยนต์ สีชนิดนี้จะแห้งตัวโดยการการอบที่อุณหภูมิสูงประมาณ 120-160 องศาเซลเซียส จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าสีอบ สี OEM เป็นสีที่มีคุณภาพดีมาก โดยมีคุณสมบัติดังนี้

  • มีความแข็งแรงของชั้นฟิล์มสีสูง 
  • มีความทนทานต่อตัวทำละลายเช่นทินเนอร์ หรือน้ำมันเบนซินและดีเซลได้ดีมาก 
  • ทนทานต่อสารเคมีต่างๆ เช่น น้ำมันเบรก ได้ดี 
  • ทนทานต่อแสงแดดได้ดี จึงไม่ซีดจางง่าย
  • มีความคงทนสูงและคงสภาพเดิมได้นานมาก
  • มีความเงาในเนื้อสีที่ดี 

     ทำไมการพ่นสีรถยนต์ในอู่หรือศูนย์ซ่อมสีทั่วไป ถึงไม่ใช่สี OEM นั่นก็เพราะสี OEM จะต้องอบที่อุณหภูมิสูงมาก ซึ่งอู่หรือศูนย์ไม่สามารถทำได้ ส่วนใหญ่จึงใช้สี 2K ที่มีคุณสมบัติเทียบเคียงกับสี OEM

 นอกจากการเลือกสีที่มีคุณสมบัติดีแล้ว สิ่งที่ช่วยให้สีรถใหม่อยู่ได้นานขึ้นคือ วิธีการโป๊วสีอย่างถูกวิธีก่อนทำการพ่นสีรถยนต์ เริ่มจากการเคาะรอบชนรอยบุบนั้นให้เข้ารูปเดิมก่อน แล้วขัดด้วยเครื่องขัดให้ราบเรียบที่สุด จากนั้นค่อยพ่นสีรถยนต์ด้วยสีคุณภาพ แต่หากขัดไม่ราบเรียบ จะทำให้เมื่อใช้งานรถไปชั่วระยะหนึ่งผิวสีบริเวณที่โป๊วสีมักจะเกิดรอยแตกร้าวหรือหลุดออกไป ฉะนั้นต้องเตรียมผิวงานบริเวณที่จะโป๊วสี เพื่อให้งานหลังพ่นสีรถยนต์ออกมาดีที่สุดนะครับ

 

การทําสีรถใหม่ให้สีติดทนอยู่นานนั้นขึ้นอยู่กับหลายสิ่ง แต่ถ้าเราเลือกอู่หรือศูนย์ซ่อมที่มีมาตรฐาน มีผู้เชี่ยวชาญด้านการทำสีรถยนต์ ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องการทำสีรถยนต์ใหม่เลย ส่วนเรื่องราคาการพ่นสีรถใหม่ทั้งคัน ก็ให้เป็นหน้าที่ของประกันรถยนต์ชั้น 1 เคลมสีรอบคันได้ หากสาเหตุของรอยนั้นๆ เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ

กระจกไฟฟ้ารถยนต์ 2022
กระจกไฟฟ้ารถยนต์ไม่ทํางานต้องทำอย่างไร?

ปัญหารถยนต์นั้นล้วนมีกันอยู่ทุกคัน ด้วยความที่รถนั้นผ่านการใช้งานมาเป็นระยะเวลานาน ทั้งนี้ก็จะขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละบุคคล หนึ่งปัญหาที่รถหลายๆคันอาจเจอเลยก็คือ กระจกไฟฟ้าไม่ทํางาน ไม่สามารถกดให้เลื่อนขึ้นหรือลงได้ จะต้องทำอย่างไร มีวิธีแก้ไขอย่างไรได้บ้าง วันนี้ โรงเรียนสอนขับรถศรีสะเกษ มีคำตอบมาฝากครับ

กระจกไฟฟ้ารถยนต์

กระจกไฟฟ้านั้นจะพบได้ในรถยนต์รุ่นใหม่ทุกรุ่น ซึ่งเข้ามาแทนกระจกรุ่นก่อนๆ ที่ต้องใช้การหมุนเลื่อนกระจกขึ้นลง การทำงานจะอาศัยพลังงานทางไฟฟ้าในการทำงาน โดยกระจกไฟฟ้านั้นจะมีแผงการทำงานควบคุมอยู่ฝั่งคนขับ เพื่อให้คนขับสามารถสั่งการได้จากสวิตซ์แผงควบคุม ไม่ว่าจะเป็นการล็อกและปลดล็อกประตู การใช้งานกระจกรถ เป็นต้น

  • ระบบไฟฟ้าของรถที่ส่งไปยังมอเตอร์อ่อน จะทำให้การเลื่อขึ้น-ลง ของกระจกไฟฟ้าเลื่อนได้ช้าลงกว่าปกติ
  • ความชื้น อาจเกิดจากการล้างรถหรือโดนน้ำฝนจนซึมลงร่องคิ้วรีดน้ำของกระจกในฝั่งด้านนอก
  • ชิ้นส่วนชำรุด เช่น ฟันเฟือง ลวด และข้อต่อต่าง ๆ
  • ยางขอบกระจกเก่า เสื่อม หรือมีคราบสกปรกเกาะจำนวนมาก ส่งผลทำให้กระจกรถยนต์ฝืด
  1. เริ่มจากการสตาร์ทเครื่องยนต์ และทำการกดปุ่มปลดล็อคกระจกจากฝั่งคนขับ
  2. มาที่ประตูของกระจกที่ไม่สามารถใช้งานได้ แล้วทุบหรือเคาะไปที่บริเวณประตู โดยให้ใช้แรงพอสมควร แต่ไม่ควรออกแรงทุบแรงจนเกินไปไม่อย่างงั้นประตูรถอาจเสียหายได้
  3. ขณะเดียวกันที่เคาะหรือทุบก็ให้กดปุ่มเลื่อนกระจกขึ้น-ลง ทำซ้ำไปมาประมาณ 4-5 รอบ หรือจนกว่าจะมั่นใจว่ากระจกกลับมาทำงานได้ปกติ
  4. หากไม่หายลองแกะแผงประตูออกเพื่อตรวจเช็ก แต่ถ้าดูแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติ ควรนำรถเข้าศูนย์ เพื่อให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอีกครั้ง

ดังนั้นก่อนการใช้งานรถยนต์ทุกครั้งควรตอบสอบเช็คความเรียบร้อยของกระจกรถยนต์ กดเลื่อนขึ้นลงให้ครบทุกด้าน หากด้านไหนที่ไม่ค่อยได้ใช้งานก็หมั่นกดใช้งานอย่างน้อยอาทิตย์เว้นอาทิตย์

ถนนร้อนทำยางระเบิด 2022
พื้นถนนร้อนทำให้ยางระเบิดได้มั้ย?

กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศ เข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว ตอนนี้ในหลายพื้นที่เริ่มมีอากาศร้อนกันแล้ว  ซึ่งอากาศที่ร้อนจัด ๆ แดดแรง ๆ แบบนี้มีผลต่อหลาย ๆ อย่างโดยเฉพาะกับรถยนต์  หลายคนก็มีคำถามสงสัยเกี่ยวกับยางรถยนต์ ว่าพื้นร้อนจัด ๆ จะทำให้ยางรถยนต์ระเบิดได้มั้ย โรงเรียนสอนขับรถศรีสะเกษ มีคำตอบมาฝากครับ

ถนนร้อนทำยางระเบิด 2022

เนื่องจากยางรถยนต์นั้นเป็นสิ่งที่สัมผัสกับพื้นถนนตรง ๆ อยู่แล้ว แล้วพื้นถนนก็มีความร้อนจากแดด หรืออุณหภูมิ แต่ต้องบอกว่าพื้นถนนที่ร้อนนั้น ไม่ได้มีผลอะไรกับยางรถยนต์ของเราที่จะทำให้ระเบิดได้ เพราะเวลาที่รถยนต์ของเราวิ่งล้อรถยนต์ของเราก็หมุนไปเรื่อย ๆ ถ้าเราวิ่งด้วยความเร็วปกติ การที่เราขับรถไปนั้นจะมีแรงลมเข้ามาปะทะกับยางรถยนต์ของเราอยู่แล้ว ซึ่งลมที่พัดเข้ามานั้นจะช่วยลดอุณหภูมิลงไปได้

ถนนร้อนทำยางระเบิด
  1. ยางหมดอายุการใช้งาน เช่น แก้มยางมีรอยแตกลายงา บวม ฉีกขาด ดอกยางหมดสภาพ เป็นต้น
  2. ยางเก่าเก็บ
  3. ขับรถโดยใช้ความเร็วเกินพิกัดยางที่กำหนดไว้
  4. บรรทุกน้ำหนักเกินค่ากำหนด
  5. สูบลมยางไม่ถูกต้อง
  6. เปลี่ยนยางใหม่แต่ใช้จุ๊บเติมลมอันเก่า
  7. ยางร้อนจัดเนื่องมาจากเบรกติดที่ล้อใดล้อหนึ่ง กรณีนี้อาจทำให้เกิดไฟไหม้รถได้

แต่ในกรณีเมื่อยางเกิดระเบิดขึ้นมาเพื่อนๆ ควรจะต้องตั้งสติและควบคุมสติให้ดีๆ มือทั้งสองต้องจับพวงมาลัยให้แน่น ถอนคันเร่งออกแล้วมองกระจกหลังว่ามีรถตามมามากน้อยแค่ไหน แตะเบรกอย่างเบาๆ และถี่ๆห้ามเหยียบคลัตช์โดยเด็ดขาด ทางที่ดีควรตรวจเช็คสภาพยางรถยนต์เป็นประจำก่อนออกเดินทาง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น

ซ่อมรถยนต์หลังถูกน้ำท่วม
วิธีเช็กรถยนต์เบื้องต้น ซ่อมรถยนต์หลังถูกน้ำท่วม 
ซ่อมรถยนต์หลังถูกน้ำท่วม

ซ่อมรถยนต์หลังถูกน้ำท่วม เราจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องเช็กอุปกรณ์ไหนของรถยนต์บ้าง ชิ้นส่วนไหนที่จำเป็นต้องเปลี่ยนหรือซ่อมเพื่อให้รถยนต์กลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม ซึ่งถ้าเรานำรถเข้าศูนย์หรืออู่ซ่อมเพื่อให้ช่างช่วยตรวจสอบให้ เจอช่างดีก็อุ่นใจไป แต่ถ้าเจอช่างไม่ดีก็อาจเสียรู้ ถูกหลอกให้เปลี่ยนชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นได้ วันนี้ โรงเรียนสอนขับรถศรีสะเกษ จึงรวบรวม วิธีเช็กรถยนต์เบื้องต้นหลังรถถูกน้ำท่วม แต่ละระดับมาฝากกันครับ

    น้ำท่วมเข้ามาในห้องโดยสาร แต่ท่วมไม่ถึงเบาะรถยนต์ มีโอกาสทำให้อุปกรณ์รถยนต์ได้รับความเสียหาย ควรตรวจเช็กเบื้องต้น ได้แก่

  • ระบบเบรกทั้ง 4 ล้อ และผ้าเบรก เมื่อล้อรถยนต์ถูกแช่น้ำเป็นเวลานาน ทำให้เกิดสนิมบนอุปกรณ์หรือชิ้นส่วนรถยนต์ที่ทำจากเหล็กและโลหะ อย่างบริเวณใต้ท้องรถและผ้าเบรกของทั้ง 4 ล้อ
  • ห้องเครื่องยนต์ คลัทช์คอมแอร์ สายพานแอร์ และไดสตาร์ท เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรลืมเช็ก หากได้รับความเสียหายจากน้ำเข้า อาจทำให้เกิดปัญหาระยะยาวตามมาได้
  • พรมภายในห้องโดยสาร เมื่อมีความเปียกชื้น ควรถอดพรมไปซักและตากแดดเพื่อขจัดกลิ้นอับชื้น ส่วนภายนอกรถยนต์ก็ควรทำความสะอาดเพื่อล้างคราบโคลนสิ่งสกปรกต่างๆ และป้องกันการกัดกินสีรถของคุณ
ซ่อมรถยนต์หลังถูกน้ำท่วม

    น้ำท่วมรถถึงเบาะที่นั่ง มีโอกาสทำให้อุปกรณ์รถยนต์ได้รับความเสียหายหลายส่วน ควรตรวจเช็กเบื้องต้น ได้แก่

  • แบตเตอร์รี่ เมื่อนำรถขึ้นจากน้ำแล้ว ห้ามสตาร์ทรถโดยเด็ดขาด ให้ถอดแบตเตอร์รี่ออกในทันทีเพราะระดับความสูงของน้ำจะสร้างความเสียหายภายในห้องเครื่องยนต์ 
  • ห้องเครื่องยนต์ กล่อง ECU เป็นสมองกลไฟฟ้าควบคุมเครื่องยนต์
  • พัดลมระบายความร้อน เป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับการถ่ายเทความร้อนของห้องเครื่อง
  • เครื่องยนต์, น้ำมันเครื่อง, ระบบเกียร์, น้ำมันเกียร์, ขั้วสายไฟต่างๆ, พวงมาลัยไฟฟ้า EPS
  • พรมรองพื้นกับเบาะที่นั่ง ถ้าถอดออกได้ ควรนำออกมาทำความสะอาดทั้งหมด แล้วผึ่งแดดไว้ ส่วนตัวรถให้เปิดประตูทุกบานและจอดตากแดดจนกว่าจะแน่ใจว่าภายในแห้ง และมีกลิ่นอับลดลง 
  • สวิตช์แผงประตู และระบบเซ็นทรัลล็อก
  • ชุดตู้แอร์

รถยนต์ถูกน้ำท่วมสูงเกินคอนโซล หรือแทบมิดหลังคา มีโอกาสทำให้อุปกรณ์รถยนต์ได้รับความเสียหายมากที่สุด จำเป็นต้องตรวจเช็กอุปกรณ์ทุกชิ้นส่วนทั้งภายในและภายนอกรถยนต์ 

    เมื่อน้ำลดแล้ว หรือสามารถนำรถขึ้นมาจากน้ำได้ ห้ามสตาร์ทรถโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ระบบไฟฟ้าลัดวงจรและเครื่องยนต์ได้รับความเสียหายอย่างมาก สิ่งแรกที่ควรทำคือ ควรถอดแบตเตอร์รี่ออกในทันที และตรวจสอบว่ามีน้ำเข้าแบตเตอร์รี่หรือไม่ หากมีน้ำเข้า แปลว่าควรเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่

    จากนั้นควรนำรถไปให้ช่างผู้เชี่ยวชาญเช็กอย่างละเอียด โดยมีการเช็กของเหลวทุกอย่างภายในรถ เช่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเบรก น้ำหล่อเย็น หรือสารหล่อลื่น และยังต้องเช็กอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ และคอนโซล จะต้องถอดออกมาทำความสะอาดและเป่าให้แห้งทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามรถที่ถูกน้ำท่วมมิดคัน ไม่สามารถที่จะซ่อมให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมได้ หากรถยนต์ของคุณมีประกันที่คุ้มครอง ก็สบายใจได้ เพราะบริษัทประกันยินดีที่จะจ่ายเงิน 70-80% ของทุนประกันเพื่อเป็นการขอซื้อซากรถนั้นเอง

 

 วิธีเช็กรถยนต์เบื้องต้นหลังรถถูกน้ำท่วมอาจจะไม่ได้ละเอียดมาก แต่ก็พอให้เพื่อนๆ ทราบว่ามีอุปกรณ์หรือชิ้นส่วนไหนของรถยนต์ที่ต้องตรวจเช็กเป็นพิเศษหลังรถถูกน้ำท่วมมาเป็นเวลานาน และสามารถนำไปเทียบกับ list รายการซ่อมรถยนต์ เพื่อไม่ให้เสียรู้ช่างได้

ทริคดูแลรถสีขาว
ทริคดูแลรถสีขาวไม่ให้เหลือง
ทริคดูแลรถสีขาว

รถสีขาว ถือว่าเป็นสีรถยอดนิยมสำหรับคนไทยเห็นได้จากตามท้องถนนที่ไม่ว่าคุณจะมองไปทางไหนอย่างน้อยก็จะเห็นรถสีขาวอย่างแน่นอน อีกหนึ่งปัญหาที่ต้องระวังสำหรับรถสีขาวก็คือ ปัญหาคราบเหลือง เมื่อใช้งานเป็นระยะเวลานานอาจจะเกิดคราบเหลืองกับตัวรถได้ โรงเรียนสอนขับรถศรีสะเกษ จะพามาดูวิธีดูแลรถสีขาวไม่ให้เกิดคราบเหลือง มีวิธีใดบ้าง 

เนื่องจากแสงแดดจะเลียสีรถจะทำให้รถสีขาวหมองได้ไวกว่ารถสีอื่นๆ ทางทีดีควรหาที่จอดรถในร่มที่มีหลังคาคลุม หากเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องจอดกลางแจ้งพี่หมีแนะนำให้หาผ้ามาคลุมตัวรถไว้แทนก็ได้ครับ

ทริคดูแลรถสีขาว

หมั่นล้างรถทำความสะอาดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เนื่องจากในแต่ละวันรถของคุณนั้นต้องพบกับฝุ่นควัน ดิน น้ำ อาจจะสะสมไว้เป็นระยะเวลานานก็จะก่อให้เกิดคราบฝั่งแน่น ทำลายสีรถ  การล้างรถก็จะช่วยลดการเกิดคราบเหลืองจากคราบสิ่งสกปรกเหล่านั้นออกได้ และหลังจากที่ล้างรถเสร็จควรเช็ดให้แห้งทันที

ทริคดูแลรถสีขาว

รถสีขาว หากใช้เป็นระยะเวลาที่นานจะมีคราบขี้ไคลสะสม ทางแก้ก็คือ การใช้ดินน้ำมันที่ใช้ทำความสะอาดรถโดยเฉพาะ คุณสมบัติของตัวดินน้ำมันจะช่วยดูดเอาสิ่งสกปรกบนพื้นผิวรถหลุดออกได้เกลี้ยง  

ทริคดูแลรถสีขาว

     หลายๆคนมักที่จะชอบจอดรถบริเวณใต้ต้นไม้ เพื่อเลี่ยงที่จะไม่ต้องไปจอดกลางแจ้ง แต่จริงๆแล้วการจอดรถใต้ต้นไม้นั้นเป็นแหล่งการเกิดคราบกับรถสีขาวได้ง่าย เนื่องจากใต้ต้นไม้ส่วนมากมักจะมีผลของต้นไม้ ยางไม้ รวมไปถึงขี้นก ตกลงมาโดนรถยนต์ของเรา ก็จะทำให้รถสีขาวนั้นเกิดรอยด่างเอาได้

ทริคดูแลรถสีขาว

การเคลือบสีรถ ด้วยการเลือกใช้น้ำยาเคลือบสีรถสีขาวโดยเฉพาะ จะทำให้เกิดฟิล์มเคลือบสีผิวรถ ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดคราบเหลือง มีความสวยงาม  และยังช่วยไม่ให้สิ่งสกปรกต่างๆ ไม่เกาะรถคุณอีกด้วย

ปะยางรถยนต์
วิธีปะยางรถยนต์ เลือกแบบไหนดีกว่ากัน

ยางรถยนต์ นั้นมีหน้าที่รองรับน้ำหนักรถยนต์ และช่วยในการขับเคลื่อนให้รถยนต์เคลื่อนที่ไปได้อย่างนิ่มนวลและปลอดภัย แน่นนอนว่าตัวยางรถยนต์ต้องสัมผัสกับพื้นถนน พื้นที่ขรุขระ ต่างๆ ซึ่งก็เสี่ยงที่ยางรถจะไปเหยียบเข้ากับเศษหินที่แหลมคม เศษกระจกแตก หรือตะปู เอาได้ ส่งผลทำให้ยางรถยนต์รั่ว ยางแบน เราจึงต้องไปทำการปะยาง แล้วเราควรเลือกปะยางรถยนต์ แบบไหนดี วันนี้ โรงเรียนสอนขับรถศรีสะเกษ  จะพามารู้จักวิธีกันครับ

ปะยางรถยนต์

ปะยางรถยนต์แบบไหนดี

     ในปัจจุบันการปะยางรถยนต์นิยมทำกัน 3 วิธี ประกอบไปด้วย แบบแทงใยไหม, แบบสตีมร้อน และแบบสตีมเย็น ซึ่งแต่ละแบบนั้นมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป

ปะยางรถยนต์

เป็นการปะยางแบบชั่วคราว รวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องถอดยางออกจากกระทะล้อเหมือนวิธีสตรีม ส่วนวิธีปะยาง จะใช้ตะไบแทงเข้าไปทำความสะอาดรอยรั่ว จากนั้นแทงไหมที่มีส่วนผสมระหว่างใยสังเคราะห์ยางดิบ แล้วปิดรูด้วยกาว ก็เป็นอันเสร็จ วิธีนี้เหมาะสำหรับยางที่มีไส้ใน และมีบางแผลขนาดเล็ก เช่นยางรถถูกตะปูทิ่ม

  • ข้อดี สะดวก ง่าย รวดเร็ว อุดรูรั่วขนาดเล็กได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญ ราคาถูกที่สุด
  • ข้อเสีย ถ้าแทงไหมไม่ดี ไหมที่ปะไว้อาจหลุดและเกิดการซึมได้ รับน้ำหนักและทนความร้อนได้ไม่ดีเท่าแบบสตรีม
ปะยางรถยนต์

     เป็นวิธีการอุดรอยรั่วได้ดี เหมาะสำหรับยางรุ่นใหม่ที่ไม่มีไส้ใน โดยวิธีการปะ จะต้องถอดล้อออกมา และถอดยางออกจากล้ออีกที แล้วใช้หินเจียร์ทำความสะอาดบริเวณด้านในรอบๆ รูรั่ว จากนั้นใช้ยางปะชนิดพิเศษปิดรอยรั่ว แล้วหลอมละลายยางให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน มีความทนทานมากกว่าการปะยางแบบแทงใยไหม

  • ข้อดี จะมีความแน่นสนิทที่สุด ทนต่อความร้อน และรับน้ำหนักได้ดี บรรทุกของหนักๆ ได้
  • ข้อเสีย จะทำให้เนื้อยางบริเวณนั้นแข็ง และทำให้เกิดโอกาสบวมได้ ทำให้ยางเสียรูป

3. แบบสตรีมเย็น

     มีขั้นตอนคล้ายกับการสตีมร้อน โดยการขัดผิวยางรอบรูรั่วให้สาก ทากาวแบบพิเศษลงไป จากนั้นจึงแปะแผ่นยางขนาดเล็กเพื่ออุดรอยรั่ว ทุบให้แน่นสนิทไปกับยางเดิม โดยการปะยางแบบสตรีมเย็นจะไม่ทำลายโครงสร้างของยาง และสามารถใช้ยางจนกว่าจะหมดสภาพ

  • ข้อดี ปิดรอยรั่วได้ดี ไม่ทำให้ยางไม่เสียรูป
  • ข้อเสีย ไม่สามารถรองรับน้ำหนักได้มาก เพราะอาจทำให้เกิดการซึมได้