Search for:
ขับรถชนแต่ไม่มีใบขับขี่
ขับรถชนแต่ไม่มีใบขับขี่ ประกันจ่ายหรือไม่?

โรงเรียนสอนขับรถนัมเบอร์วัน ไดร์ฟ NUMBER ONE DRIVE SCHOOL สถานที่ตั้งเลขที่ 228 หมู์ที่ 8 ตําบลหนองหญ้าลาด อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ 33110
โทรศัพท์ : 065 598 3693

หากขับรถไปประสบอุบัติเหตุเป็นฝ่ายผิดโดยที่ไม่เคยมีใบขับขี่มาก่อนเลย กรณีเช่นนี้บริษัทประกันจะให้ความคุ้มครองหรือไม่? แล้วถ้าเป็นฝ่ายถูกแต่ไม่มีใบขับขี่ล่ะ บริษัทประกันจะจ่ายให้หรือเปล่า?

ลืมพกใบขับขี่-ถูกยึด-หมดอายุ เคลมประกันได้ตามปกติ

โดยปกติแล้วหากขับรถไปเกิดอุบัติเหตุและมีคู่กรณี ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิดก็ตาม หากไม่ได้พกใบขับขี่หรือใบขับขี่หมดอายุ กรณีเช่นนี้บริษัทประกันภัยจะยังคงให้ความคุ้มครองตามปกติทุกประการ เพียงแต่ผู้ขับขี่อาจจำเป็นต้องแสดงรูปถ่ายใบขับขี่ของตนเองให้กับทางบริษัทประกัน หรือดำเนินการคัดเอกสารส่งให้ทางบริษัทประกันในภายหลัง ดังนั้นผู้ที่เคยมีใบขับขี่มาแล้วจึงไม่จำเป็นต้องกังวลในเรื่องของการเคลมประกันแต่อย่างใด

หากไม่เคยมีใบขับขี่มาก่อน ประกันจ่ายหรือไม่?

หากขับรถประสบอุบัติเหตุ แต่ผู้ขับขี่ไม่เคยทำใบขับขี่มาก่อน ลักษณะเช่นนี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ 1.ไม่เคยมีใบขับขี่และเป็นฝ่ายถูก และ 2.ไม่เคยมีใบขับขี่และเป็นฝ่ายผิด ซึ่งทางบริษัทประกันจะแยกพิจารณาความคุ้มครองดังต่อไปนี้

กรณีที่ 1 ไม่เคยมีใบขับขี่ และเป็นฝ่ายถูก

กรณีนี้หากรถคันที่ประสบอุบัติเหตุได้จัดทำประกันภัยรถยนต์ประเภท 1, 2+ และ 3+ ทางบริษัทประกันภัยจะรับผิดชอบในส่วนของค่าซ่อมแซมรถยนต์ของผู้ขับขี่ อีกทั้งจะดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายจากคู่กรณีที่เป็นฝ่ายผิดให้

กรณีที่ 2 ไม่เคยมีใบขับขี่ และเป็นฝ่ายผิด

กรณีนี้บริษัทประกันจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นในทุกกรณี แต่จะรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินและร่างกายของคู่กรณี ตามที่ระบุไว้ในเงื่อนไขกรมธรรม์เท่านั้น

ทั้งนี้ การมีใบขับขี่ไว้ในครอบครองแสดงถึงความสามารถในการขับรถอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จึงควรพกใบขับขี่ติดตัวเอาไว้เสมอ เพื่อป้องกันปัญหาใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการขับรถ โดยปัจจุบันสามารถใช้ใบขับขี่เสมือนบนแอปพลิเคชัน DLT QR License ของกรมการขนส่งทางบกแทนใบขับขี่ตัวจริงได้ หรืออย่างน้อยก็ควรถ่ายรูปใบขับขี่เก็บไว้ในโทรศัพท์มือถือเพื่อความอุ่นใจ

ลายเส้นบนกระจก
เพิ่งจะรู้! ลายเส้นบนกระจกหลังมีไว้ทำอะไร

โรงเรียนสอนขับรถนัมเบอร์วัน ไดร์ฟ NUMBER ONE DRIVE SCHOOL สถานที่ตั้งเลขที่ 228 หมู์ที่ 8 ตําบลหนองหญ้าลาด อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ 33110
โทรศัพท์ : 065 598 3693

เคยสงสัยไหมว่าทำไมบริเวณกระจกบานหลังของรถยนต์ทุกคันถึงมีลายเส้นอะไรเต็มไปหมด ซึ่งอันที่จริงแล้วลายเส้นที่ว่านี้มีประโยชน์มากกว่าที่หลายคนคิด แถมยังมีข้อควรระวังที่หลายคนคาดไม่ถึงอีกด้วย!

ลายเส้นบนกระจกหลังคืออะไร?

ลายเส้นบริเวณกระจกหลังแท้จริงแล้วก็คือ “ลวดไล่ฝ้า” ใช้สำหรับกรณีวันที่มีฝนตกหรืออากาศเย็น อาจเกิดฝ้าบริเวณกระจกหลัง ก็สามารถกดปุ่มไล่ฝ้าที่อยู่กับสวิตช์ควบคุมระบบปรับอากาศเพื่อให้ฝ้าจางลงและหายไปในที่สุด

ลวดไล่ฝ้ามีลักษณะเป็นเส้นลวดบางๆ ทำมาจากวัสดุนิกเกิลหรือทองแดง ฝังอยู่ติดกับบานกระจกมาตั้งแต่โรงงาน โดยหลักการทำงานก็ง่ายแสนง่าย คือ เมื่อกดปุ่มไล่ฝ้าหลัง จะเป็นการปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ไหลผ่านแผงลวดเพื่อสร้างความร้อน ทำให้ฝ้าจางลงและหายไปในที่สุด

อย่างไรก็ดี การเปิดใช้งานระบบไล่ฝ้ายังมีข้อควรระมัดระวัง คือ เมื่อฝ้าที่เกาะอยู่บนกระจกเลือนหายไปทั้งหมดแล้ว ควรปิดการทำงานของระบบไล่ฝ้าทันที มิเช่นนั้นอาจทำให้เกิดความร้อนสูงจนกระจกแตกได้ในที่สุด แม้ว่าปัจจุบันรถยนต์จะมีระบบตัดการทำงานของไล่ฝ้าหลังโดยอัตโนมัติเมื่อเปิดใช้งานนานประมาณ 15-20 นาทีก็ตาม

ลายเส้นบนกระจก
เส้นบนกระจกหลังอาจไม่ได้มีแค่ลวดไล่ฝ้าเพียงอย่างเดียว

รถยนต์บางรุ่นนอกเหนือจากลวดไล่ฝ้าแล้ว ยังเป็นตำแหน่งของเสาอากาศวิทยุอีกด้วย โดยสังเกตว่าหากรถรุ่นนั้นไม่มีเสาอากาศแบบก้านปกติหรือแบบครีบฉลาม ทางผู้ผลิตก็มักจะฝังเสาอากาศเอาไว้กับเนื้อกระจกเพื่อความสวยงามนั่นเอง

คิดจะเปลี่ยนฟิล์มกรองแสงต้องระวัง!

หากรถผ่านการใช้งานมาเป็นระยะหนึ่งแล้วคิดอยากจะเปลี่ยนฟิล์มกรองแสงด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตามแล้วล่ะก็ ควรระวังการลอกฟิล์มกระจกบานหลังให้ดี เพราะมีโอกาสสูงมากที่ลวดไล่ฝ้า (รวมถึงเสาอากาศวิทยุ) จะหลุดติดออกมากับเนื้อฟิล์มเดิม ส่งผลให้ระบบไล่ฝ้าเสียหาย อาจไล่ฝ้าได้เพียงบางเส้นหรือใช้งานไม่ได้เลย และหากเสาอากาศวิทยุหลุดติดออกมาด้วยก็จะทำให้การรับสัญญาณไม่ชัดเจน

ดังนั้น ถ้าเป็นรถที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 5-7 ปีขึ้นไป รวมถึงรถที่ติดตั้งฟิล์มกรองแสงที่มีความหนาของเนื้อฟิล์มเป็นพิเศษ ควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนการเปลี่ยนฟิล์มกรองแสงด้วย เพราะถ้าลวดไล่ฝ้าหรือเสาอากาศวิทยุหลุดติดออกมาระหว่างการลอกฟิล์มเก่าแล้วล่ะก็ วิธีเดียวที่จะแก้ไขก็คือการเปลี่ยนกระจกทั้งบาน ไม่สามารถซ่อมแซมเฉพาะจุดได้นั่นเอง

​เติมน้ำมัน
​เติมน้ำมัน ตอนเช้า กับ ตอนบ่าย ตอนไหนได้น้ำมันเยอะกว่า?

โรงเรียนสอนขับรถนัมเบอร์วัน ไดร์ฟ NUMBER ONE DRIVE SCHOOL สถานที่ตั้งเลขที่ 228 หมู์ที่ 8 ตําบลหนองหญ้าลาด อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ 33110
โทรศัพท์ : 065 598 3693

 ความเชื่อที่ว่าการเติมน้ำมันตอนเช้า จะทำให้ได้ปริมาณน้ำมันมากกว่าช่วงเวลาอื่นๆ เป็นจริงหรือไม่?

หลายคนมีความเชื่อที่ว่า การเติมน้ำมันตอนเช้า จะทำให้ได้ปริมาณน้ำมันมากกว่า เนื่องจากช่วงเช้าเป็นเวลาที่อากาศเย็นมาตลอดทั้งคืน น้ำมันจึงไม่ขยายตัว เมื่อเติมแล้วจึงได้ปริมาณน้ำมันเต็มลิตรเต็มหน่วยมากกว่า ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ หรือผู้เชี่ยวชาญคนไหน ออกมาฟันธงว่าความเชื่อดังกล่าวเป็นความจริง

แต่ในหลักความเป็นจริงนั้น ถังเก็บน้ำมันของปั๊มจะถูกติดตั้งไว้ใต้ดิน ลึกจากพื้นผิวประมาณ 1-1.5 เมตร ตามกฎหมาย และมีการควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสมอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น อุณหภูมิของอากาศจึงไม่มีผลทำให้น้ำมันขยายตัวได้เลย

​เติมน้ำมัน

และแม้ว่าอุณหภูมิจะมีผลต่อการขยายตัวของน้ำมันก็จริง แต่สภาพอากาศของประเทศไทยระหว่างกลางวัน และกลางคืน ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากเหมือนกับบางประเทศ (พูดง่ายๆ คือ ร้อนทั้งกลางวันและกลางคืน ร้อนทั้งปี!) ปริมาณน้ำมันที่เพิ่มขึ้นมาก็คงต้องใช้หน่วยวัดที่เล็กกว่า มิลลิลิตร ด้วยซ้ำไป

ดังนั้น การเติมน้ำมันรถ สามารถเลือกเติมเวลาใดก็ได้ตามสะดวก เพราะไม่ว่าจะเติมในช่วงเวลาใด ก็ไม่มีผลใดๆ ต่อปริมาณน้ำมันที่ได้เลยแม้แต่น้อยครับ

ขับรถดื่มแอลกอฮอล์
ก่อนขับรถดื่มแอลกอฮอล์ได้แค่ไหน จึงจะไม่โดนจับ?

โรงเรียนสอนขับรถนัมเบอร์วัน ไดร์ฟ NUMBER ONE DRIVE SCHOOL สถานที่ตั้งเลขที่ 228 หมู์ที่ 8 ตําบลหนองหญ้าลาด อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ 33110
โทรศัพท์ : 065 598 3693

 ตามกฎหมายได้ระบุปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไว้ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หากเกินกว่านั้นจะถือว่าเมาแล้วขับ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000 – 20,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ รวมถึงพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตเลยทีเดียว

ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่า แล้วปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เนี่ย สามารถดื่มได้ขนาดไหน ซึ่งคุณสามารถจำง่ายๆ ดังนี้

1.สุรา ประมาณ 90 ซีซี ไม่ผสม หรือผสมในปริมาณ 1 ฝาต่อแก้ว จำนวนไม่เกิน 6 แก้ว หรือ

2.เบียร์ ประมาณ 2 กระป๋อง หรือ 2 ขวดเล็ก หรือ

3.เบียร์ไลท์ ประมาณ 4 ประป๋อง หรือ 4 ขวดเล็ก หรือ

4.ไวน์ ปริมาณต่อแก้ว 80 ซีซี ไม่เกิน 2 แก้ว

 ซึ่งปริมาณแอลกอฮอล์เหล่านี้ หากขับรถภาย 1 ชั่วโมงหลังจากดื่ม ปริมาณแอลกอฮอล์จะอยู่ต่ำกว่าระดับที่กฎหมายกำหนด แต่ทางที่ดีควรหยุดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อยประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมงก่อนขับรถ พร้อมทั้งดื่มน้ำในปริมาณมากๆ เพื่อให้แอลกอฮอล์ถูกขับถ่ายมาทางปัสสาวะ อีกทั้งไม่ควรดื่มเครื่องดื่มหลายชนิดผสมกัน เพราะอาจทำให้เกิดความสับสนจนทำให้ปริมาณแอลกอฮอล์เกินกฎหมายกำหนดได้

แต่ถ้ามีทางเลือกอื่น เช่น กลับแท็กซี่, ให้เพื่อน (ที่ไม่ดื่ม) ขับรถแทน ฯลฯ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้มากโขครับ

ใบขับขี่ขาด
ใบขับขี่ขาดกี่ปีจึงจะต้องสอบใหม่?

โรงเรียนสอนขับรถนัมเบอร์วัน ไดร์ฟ NUMBER ONE DRIVE SCHOOL สถานที่ตั้งเลขที่ 228 หมู์ที่ 8 ตําบลหนองหญ้าลาด อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ 33110
โทรศัพท์ : 065 598 3693

 หากใบขับขี่ขาดต่ออายุ ต้องต่อใบขับขี่ภายในระยะเวลาเท่าใด จึงจะไม่ต้องสอบใหม่ และหากหมดอายุเกิน 1 ปี ต้องทำอย่างไร

ใบขับขี่หมดอายุ ต้องต่อภายในกี่วัน

ใบขับขี่สามารถต่ออายุล่วงหน้าได้สูงสุดไม่เกิน 3 เดือน แต่กรณีปล่อยให้ใบขับขี่หมดอายุ อาจต้องเข้ารับการทดสอบข้อเขียน และสอบภาคปฏิบัติ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ปล่อยให้ใบขับขี่เดิมหมดอายุ

ใบขับขี่หมดอายุไม่เกิน 1 ปี (นับตั้งแต่วันหมดอายุ)

กรณีใบขับขี่สิ้นอายุไม่เกิน 1 ปี สามารถเข้ารับการอบรมและต่อใบขับขี่ได้โดยไม่เสียค่าปรับแต่อย่างใด

ใบขับขี่หมดอายุเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี

หากใบขับขี่หมดอายุเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี จะต้องเพิ่มขั้นตอนการทดสอบข้อเขียนใหม่อีกครั้งผ่านระบบ E-exam จำนวน 50 ข้อ และต้องผ่านเกณฑ์การทดสอบจำนวน 45 ข้อขึ้นไป หรือคิดเป็น 90% หากสอบไม่ผ่านจะต้องเข้ารับการทดสอบใหม่อีกครั้ง

ใบขับขี่หมดอายุเกิน 3 ปีขึ้นไป

กรณีใบขับขี่หมดอายุเกินกว่า 3 ปีขึ้นไป จะต้องทำการดำเนินการอบรม, ทดสอบข้อเขียน และทดสอบขับรถ เหมือนกับการทำใบขับขี่ใหม่ทุกประการ

หลักฐานที่ต้องใช้ในการต่อใบขับขี่

สิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับการต่อใบขับขี่ทั้งชนิดชั่วคราว (2 ปี) เป็นแบบ 5 ปี และแบบ 5 ปี เป็น 5 ปี ประกอบด้วย
  • ใบขับขี่เดิม
  • บัตรประชาชนฉบับจริง
  • ใบรับรองแพทย์ตามรูปแบบที่แพทยสภากำหนด
ขั้นตอนการดำเนินการต่อใบขับขี่

1.ตรวจสอบเอกสารและออกคำขอ ณ สำนักงานขนส่ง
2.ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย (ทดสอบการมองเห็นสี ที่จำเป็นในการขับรถ, ทดสอบสายตาทางลึก, ทดสอบสายตาทางกว้าง และทดสอบปฏิกิริยาเท้า)
3.อบรม 1 ชั่วโมง (เฉพาะ 5 ปี เป็น 5 ปี สามารถอบรมออนไลน์ล่วงหน้าผ่าน https://www.dlt-elearning.com ได้)
4.ชำระค่าธรรมเนียม / ถ่ายรูปพิมพ์ใบขับขี่ / รับใบขับขี่

เซ็กซ์บนรถ
มีเซ็กซ์บนรถ ผิดกฎหมายหรือไม่?

โรงเรียนสอนขับรถนัมเบอร์วัน ไดร์ฟ NUMBER ONE DRIVE SCHOOL สถานที่ตั้งเลขที่ 228 หมู์ที่ 8 ตําบลหนองหญ้าลาด อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ 33110
โทรศัพท์ : 065 598 3693

เชื่อเหลือเกินว่าปัจจุบันมีคู่รักจำนวนไม่น้อยที่เคยผ่านประสบการณ์เข้าจังหวะบนรถกันมาแล้ว เพราะมันทั้งสะดวก รวดเร็ว มีแอร์เย็นๆ เพลงเพราะๆ แถมไม่ต้องไปเปิดโรงแรมให้เสียเงินโดยใช่เหตุ แต่หลายคนก็ยังมีความสงสัยว่าแท้จริงแล้วการมีเซ็กซ์บนรถ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือไม่?

ต้องยอมรับว่าเรื่องของอารมณ์ทางเพศเป็นเรื่องที่ไม่เข้าใครออกใคร จู่ๆ จะนึกมีอารมณ์ขึ้นมาเมื่อไหร่ใครจะทราบได้ ยิ่งถ้าเป็นช่วงจังหวะที่อยู่กับคู่รักเพียงสองต่อสองแล้วล่ะก็ สุดท้ายก็มักจะลงเอยในแบบที่คุณๆ ท่านๆ คงเข้าใจกันดี แต่หากวันหนึ่งเกิดอยากเพิ่มความตื่นเต้นให้กับชีวิตคู่ด้วยการมีเพศสัมพันธ์บนรถแล้วล่ะก็ คงมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแอบฉุกคิดเบาๆ ว่าสิ่งที่กำลังจะทำนั้นเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ (ส่วนเรื่องความเหมาะสม วินาทีนั้นคงไม่ต้องพูดถึงแล้วล่ะ ฮาๆ)

อันที่จริงแล้วปัจจุบันไม่มีกฎหมายข้อใดระบุถึงการห้ามมีเพศสัมพันธ์ภายในรถ จึงไม่ถือว่าเป็นข้อห้ามตามกฎหมายแต่อย่างใด ถึงกระนั้น เหล่าบรรดาคู่รักจะต้องพึงระลึกไว้เสมอว่า หากการมีเพศสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นการกระทำที่เปิดเผยให้บุคคลอื่นสามารถเห็นได้ อาจเข้าข่ายกระทำการอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล โดยเปลือยหรือเปิดเผยร่างกาย หรือกระทำการลามกอย่างอื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 388 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

ยิ่งถ้าหากมีการโพสต์รูปหรือคลิปที่มีลักษณะโป๊เปลือย เปิดเผยเรือนร่าง หรือกระทำลามกบนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงภาพหรือคลิปนั้นได้ อาจถือเป็นความผิดฐานนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 วรรค 4 และ 5 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับเลยทีเดียว

เซ็กซ์บนรถ

ไม่เพียงเท่านี้ หากเป็นการมีเพศสัมพันธ์โดยใช้มือหรือปากในระหว่างขับขี่จนทำให้เกิดอุบัติเหตุ ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ โทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 แต่หากมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส สูญเสียอวัยวะ หรือต้องรักษาตัวเกิน 20 วัน จะมีโทษเพิ่มขึ้นเป็นจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300

หรือหากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นดังกล่าวรุนแรงจนถึงขั้นทำให้มีผู้เสียชีวิต ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี ปรับสูงสุด 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

ดังนั้น หากคิดจะเพิ่มความตื่นเต้นให้กับชีวิตรักของคุณด้วยการมีเซ็กซ์ในรถแล้วล่ะก็ ต้องคำนึงถึงความมิดชิดและรัดกุมเป็นพิเศษ รวมถึงคำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนควบคู่กันไป ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การขับรถเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเลือกจุดจอดรถที่เหมาะสม ไม่มีผู้คนพลุกพล่าน และไม่เป็นการกีดขวางจราจร จะได้ไม่เกิดปัญหาตามมาในภายหลังนั่นเองครับ

ใบขับขี่หมดอายุ
ใบขับขี่หมดอายุ ต้องต่อภายในกี่วัน? ถ้าหมดอายุเกิน 1 ปี ต้องทำอย่างไร

โรงเรียนสอนขับรถนัมเบอร์วัน ไดร์ฟ NUMBER ONE DRIVE SCHOOL สถานที่ตั้งเลขที่ 228 หมู์ที่ 8 ตําบลหนองหญ้าลาด อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ 33110
โทรศัพท์ : 065 598 3693

ใบขับขี่ในปัจจุบันมีทั้งแบบ 2 ปี และ 5 ปี จึงทำให้หลายคนเผลอลืมว่าใบขับขี่ของตนเองหมดอายุเมื่อใด แล้วกรณี “ใบขับขี่หมดอายุ” ขึ้นมาจริงๆ จำเป็นต้องต่อภายในระยะเวลาเท่าใด จึงจะไม่ต้องทำการสอบใบขับขี่ใหม่ แล้วถ้าหมดอายุเกิน 1 ปี ต้องทำอย่างไร จะพาไปหาคำตอบกัน

ใบขับขี่หมดอายุ ต้องต่อภายในกี่วัน

อันที่จริงแล้วใบขับขี่สามารถต่ออายุล่วงหน้าได้สูงสุดไม่เกิน 3 เดือน แต่กรณีเผลอปล่อยให้ใบขับขี่หมดอายุลง ก็ยังคงสามารถต่อใบขับขี่ได้เช่นกัน แต่จะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่หมดอายุ ดังนี้

  • ใบขับขี่หมดอายุไม่เกิน 1 ปี (นับตั้งแต่วันหมดอายุ)
    กรณีใบขับขี่สิ้นอายุไม่เกิน 1 ปี สามารถเข้ารับการต่อใบขับขี่ได้ทันทีโดยไม่เสียค่าปรับแต่อย่างใด
  • ใบขับขี่หมดอายุเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี
    หากใบขับขี่หมดอายุเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี จะต้องเพิ่มขั้นตอนการทดสอบข้อเขียนใหม่อีกครั้งผ่านระบบ E-exam จำนวน 50 ข้อ และต้องผ่านเกณฑ์การทดสอบจำนวน 45 ข้อขึ้นไป หรือคิดเป็น 90% หากสอบไม่ผ่านจะต้องเข้ารับการทดสอบใหม่อีกครั้ง
  • ใบขับขี่หมดอายุเกิน 3 ปีขึ้นไป
    กรณีใบขับขี่หมดอายุเกินกว่า 3 ปีขึ้นไป จะต้องทำการดำเนินการอบรม, ทดสอบข้อเขียน และทดสอบขับรถ เหมือนกับการทำใบขับขี่ใหม่ทุกประการ
หลักฐานที่ต้องใช้ในการต่อใบขับขี่

สิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับการต่อใบขับขี่ทั้งชนิดชั่วคราว (2 ปี) เป็นแบบ 5 ปี และแบบ 5 ปี เป็น 5 ปี ประกอบด้วย
1.ใบขับขี่เดิม
2.บัตรประชาชนฉบับจริง
3.ใบรับรองแพทย์ตามรูปแบบที่แพทยสภากำหนด

ขั้นตอนการดำเนินการต่อใบขับขี่

1.ตรวจสอบเอกสารและออกคำขอ ณ สำนักงานขนส่ง
2.ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย (ทดสอบการมองเห็นสี ที่จำเป็นในการขับรถ, ทดสอบสายตาทางลึก, ทดสอบสายตาทางกว้าง และทดสอบปฏิกิริยาเท้า)
3.อบรม 1 ชั่วโมง (เฉพาะ 5 ปี เป็น 5 ปี สามารถอบรมออนไลน์ล่วงหน้าผ่าน https://www.dlt-elearning.com ได้)
4.ชำระค่าธรรมเนียม / ถ่ายรูปพิมพ์ใบขับขี่ / รับใบขับขี่

กรณีใบขับขี่หมดอายุสามารถ

เคลมประกันภัยรถยนต์ได้หรือไม่?
หากขับรถประสบอุบัติเหตุในระหว่างที่ใบขับขี่หมดอายุ บริษัทประกันภัยยังคงให้ความคุ้มครองตามปกติทุกประการ โดยใช้ใบขับขี่ใบเดิมที่หมดอายุเป็นหลักฐานสำคัญในการแสดงว่าเคยได้รับใบอนุญาตขับรถจากกรมการขนส่งทางบกมาแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็อาจเป็นเหตุให้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกปรับข้อหาขับรถโดยที่ใบขับขี่หมดอายุ ระหว่างโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาทได้

รองเท้าแตะ
ใส่รองเท้าแตะขับรถ ผิดกฎหมายหรือไม่?

โรงเรียนสอนขับรถนัมเบอร์วัน ไดร์ฟ NUMBER ONE DRIVE SCHOOL สถานที่ตั้งเลขที่ 228 หมู์ที่ 8 ตําบลหนองหญ้าลาด อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ 33110
โทรศัพท์ : 065 598 3693

รองเท้าแตะเป็นรองเท้าที่คนไทยหลายคนนิยมเลือกใส่ ด้วยเหตุผลด้านความสะดวกสบาย ไม่อับร้อนเหมือนกับรองเท้าผ้าใบ แต่ตามกฎหมายแล้วเราสามารถใส่รองเท้าแตะขับรถได้หรือไม่? จะพาไปหาคำตอบกัน

 กฎหมายห้ามใส่รองเท้าแตะขับรถในประเทศไทยมีอยู่จริง แต่บังคับใช้เฉพาะผู้ขับรถรับจ้าง คนขับรถยนต์สาธารณะ รถยนต์บริการธุรกิจ และรถยนต์บริการทัศนาจรเท่านั้น โดย พ.ร.บ. ขนส่งทางบก มาตรา 102(1) และกฎกระทรวง พ.ศ. 2555 ระบุว่า ในขณะขับรถรับจ้าง รถยนต์สาธารณะ ผู้ขับขี่ต้องแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อยรัดกุม และสวมใส่รองเท้าหุ้มส้นหรือหุ้มข้อ หากฝ่าฝืนจะถูกระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ตามมาตรา 127

 ข้อกฎหมายดังกล่าวไม่เพียงแต่บังคับเฉพาะผู้ขับรถบรรทุกเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงรถรับจ้าง เช่น รถแท็กซี่, รถจักรยานยนต์สาธารณะ, รถนำเที่ยว ฯลฯ เพื่อเป็นการทำให้เกิดความเรียบร้อยของผู้ประกอบอาชีพให้บริการนั่นเอง

 สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลทั่วไป กฎหมายดังกล่าวไม่มีผลบังคับครอบคลุมแต่อย่างใด เพียงแต่ควรแต่งกายระหว่างขับรถให้เหมาะสมกับกาลเทศะ และไม่ก่อให้เกิดอันตรายในการขับรถก็เพียงพอ

เกียร์ออโต้
เกียร์แบบขั้นบันได กับเกียร์แบบลากตรง แตกต่างกันอย่างไร?

โรงเรียนสอนขับรถนัมเบอร์วัน ไดร์ฟ NUMBER ONE DRIVE SCHOOL สถานที่ตั้งเลขที่ 228 หมู์ที่ 8 ตําบลหนองหญ้าลาด อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ 33110
โทรศัพท์ : 065 598 3693

รู้หรือไม่ว่าเกียร์อัตโนมัติแบบขั้นบันได และแบบลากตรงมีความแตกต่างกันอย่างไร? ทำไมรถแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อจึงต้องออกแบบลักษณะเกียร์ให้แตกต่างกัน?

อันที่จริงเกียร์อัตโนมัติในปัจจุบันมีรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเกียร์แบบจอยสติกที่พบในรถยุโรปบางยี่ห้อ, เกียร์ที่คอพวงมาลัย (ซึ่งก็มีในบางยี่ห้อเช่นกัน) แต่ที่พบเห็นกันส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้นคันเกียร์แบบตรง และแบบขั้นบันได ซึ่งทั้งคู่ล้วนแต่ละมีลักษณะการใช้งานแทบไม่ต่างกันเลย

เกียร์อัตโนมัติแบบตรง

เกียร์อัตโนมัติ

อันนี้พบเห็นได้บ่อยในรถญี่ปุ่นส่วนใหญ่ โดยเกียร์ลักษณะนี้จะถูกออกแบบให้มีปุ่มสำหรับปลดล็อกเพื่อป้องกันการเข้าเกียร์โดยไม่ตั้งใจ ซึ่งการออกแบบลักษณะนี้จะช่วยให้ผู้ขับขี่เข้าใจง่าย และมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากจะต้องกดปุ่มปลดล็อกทุกครั้งที่ขยับออกจากตำแหน่ง P หรือพยายามจะเข้าเกียร์ R (เกียร์ถอยหลัง) เว้นแต่การสลับไปมาระหว่างเกียร์ N (เกียร์ว่าง) และเกียร์ D (เดินหน้า) ที่ไม่จำเป็นต้องกดปุ่มแต่อย่างใด

กรณีที่รถมีตำแหน่งเกียร์ 2, 1 หรือ L ผู้ขับขี่ก็จำเป็นจะต้องกดปุ่มปลดล็อกก่อนด้วยเช่นกัน ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดความเสี่ยงการเข้าเกียร์ผิดที่อาจนำไปสู่การชะลอความเร็วอย่างกะทันหันได้

เกียร์อัตโนมัติแบบขั้นบันได (Gate type)

รูปแบบเกียร์ลักษณะนี้ส่วนมากจะพบได้ในรถยนต์หรู เนื่องจากจะช่วยให้ห้องโดยสารดูมีความพรีเมียมมากยิ่งขึ้น โดยเกียร์แบบขั้นบันไดไม่จำเป็นต้องมีปุ่มปลดล็อก หากแต่ใช้การผลักคันเกียร์ไปทางด้านข้างควบคู่ไปกับการขยับขึ้น-ลงด้วย แต่ถึงแม้ว่าเกียร์ลักษณะนี้จะไม่มีปุ่มปลดล็อก ก็ยังคงให้ความปลอดภัยไม่แตกต่างกับเกียร์แบบตรง ยกตัวอย่างเช่นกรณีจะผลักจากตำแหน่งเกียร์ N (เกียร์ว่าง) ไปยังตำแหน่ง R (เกียร์ถอยหลัง) ผู้ขับขี่ก็ยังจำเป็นต้องเหยียบเบรกค้างไว้ก่อนอยู่ดี มิเช่นนั้นก็จะไม่สามารถผลักคันเกียร์ไปทางด้านหน้าได้

นอกจากรูปแบบเกียร์ทั้ง 2 ประเภทที่กล่าวมาข้างต้นนั้น รถยนต์หรูบางยี่ห้อยังหันไปใช้เกียร์แบบไฟฟ้า ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับจอยสติกที่สามารถเด้งกลับมาอยู่ตำแหน่งเดิมได้ตลอดเวลา ซึ่งรูปแบบการโยกคันเกียร์ก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ละยี่ห้อนั่นเอง

แต่ไม่ว่าเกียร์ของรถคุณจะมีหน้าตาเป็นแบบใด สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้งานอย่างถูกต้อง เข้ารับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการคิกดาวน์โดยไม่จำเป็น จะช่วยยืดอายุการใช้งานและลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาได้ในระยะยาวครับ

มอเตอร์ไซค์
มอเตอร์ไซค์ลุยน้ำท่วมได้ลึกแค่ไหน?

โรงเรียนสอนขับรถนัมเบอร์วัน ไดร์ฟ NUMBER ONE DRIVE SCHOOL สถานที่ตั้งเลขที่ 228 หมู์ที่ 8 ตําบลหนองหญ้าลาด อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ 33110
โทรศัพท์ : 065 598 3693

มอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะยอดนิยมของคนชาวกรุง แม้จะซอกแซกตามการจราจรได้อย่างคล่องแคล่วต่างจากรถยนต์ แต่เมื่อถึงคราวน้ำท่วมขังก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องลุยน้ำอยู่ดี แล้วทราบหรือไม่ว่ามอเตอร์ไซค์สามารถลุยน้ำได้ลึกแค่ไหน และมีข้อควรระวังอย่างไรบ้าง?

โดยปกติแล้วมอเตอร์ไซค์ทั่วไปสามารถลุยน้ำได้ไม่เกิน 1 ฟุต หรือ 30 เซนติเมตร โดยน้ำจะต้องไม่สูงเกินระดับกรองอากาศและท่อไอเสีย จึงจะสามารถขี่ได้อย่างปลอดภัยและลดความเสี่ยงทำให้เครื่องยนต์ได้รับความเสียหาย

อย่างไรก็ดี การขี่มอเตอร์ไซค์ลุยน้ำมีข้อควรระวัง 3 ข้อ ดังต่อไปนี้

 1. ใช้ความเร็วต่ำเสมอ 
หลีกเลี่ยงการขี่ลุยน้ำด้วยความเร็วสูง เนื่องจากจะทำให้รถเกิดการเสียหลักได้ง่าย อีกทั้งยังควรใช้ความเร็วคงที่ในการลุยน้ำ เพราะพื้นถนนอาจมีหลุมบ่อที่มองไม่เห็น ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุได้

2. หากเครื่องยนต์ดับ ห้ามสตาร์ทเด็ดขาด 
ให้ใช้วิธีเข็นรถไปยังที่แห้งโดยเร็วที่สุด จากนั้นทำการตรวจเช็กและระบายน้ำออกจากท่อไอเสียด้วยการสตาร์ทเครื่องและเร่งเครื่องประมาณ 3-5 นาที จนกว่าเครื่องยนต์จะเกิดความร้อน จากนั้นจึงขับต่อไปอย่างระมัดระวัง

 3. เมื่อถึงจุดหมายให้ติดเครื่องยนต์ไว้ชั่วครู่ 
เพื่อให้ความร้อนของเครื่องยนต์และท่อไอเสียช่วยไล่น้ำและความชื้นออกจากระบบ ลดการเกิดสนิมในท่อไอเสีย และป้องกันปัญหาสตาร์ทยากได้

อกจากนี้ ปัญหาที่พบได้บ่อยหลังจากการขี่มอเตอร์ไซค์ลุยน้ำ คือ น้ำมันโซ่แห้ง เจ้าของรถควรหยอดน้ำมันเพื่อเป็นการถนอมโซ่ จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ได้