Search for:
พวงมาลัยล็อก
พวงมาลัยล็อกขณะขับรถ เกิดขึ้นได้จริงหรือ?

โรงเรียนสอนขับรถนัมเบอร์วัน ไดร์ฟ NUMBER ONE DRIVE SCHOOL สถานที่ตั้งเลขที่ 228 หมู์ที่ 8 ตําบลหนองหญ้าลาด อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ 33110
โทรศัพท์ : 065 598 3693

จากกรณีอุบัติเหตุรถกระบะยี่ห้อดังประสบอุบัติเหตุพุ่งชนขอบทางด่วนสายบางพลี-สุขสวัสดิ์ จนทำให้เด็กวัย 6 ขวบที่นั่งโดยสารอยู่บนเบาะหลังพุ่งกระเด็นตกทางด่วนจนเสียชีวิต โดยเบื้องต้นพ่อของเด็กซึ่งเป็นผู้ขับขี่ในขณะนั้นระบุว่า จู่ๆ พวงมาลัยเกิดการล็อกเองจนทำให้รถเสียหลักจนกลายเป็นโศกนาฏกรรมดังกล่าว สร้างความเสียขวัญให้กับผู้ที่ใช้รถรุ่นเดียวกันเป็นอย่างมาก แต่ความเป็นจริงแล้วพวงมาลัยจะสามารถล็อกในขณะรถกำลังเคลื่อนที่ได้หรือไม่ จะพาไปหาคำตอบกัน

ก่อนอื่นต้องบอกว่าการที่พวงมาลัยจะล็อกในขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก จนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะต่อให้รถเกิดดับกลางอากาศเนื่องจากปัญหาเครื่องยนต์ ผู้ขับขี่จะยังคงสามารถประคองพวงมาลัยเพื่อเข้าชิดริมทางได้อย่างปลอดภัย เพียงแต่พวงมาลัยจะหนักขึ้นกว่าปกติเนื่องจากไม่มีระบบพาวเวอร์ผ่อนแรงเข้ามาช่วยเท่านั้น

พวงมาลัยล็อก

นั่นเป็นเพราะรถยนต์ที่ใช้ระบบกุญแจแบบบิดสตาร์ทดั้งเดิม พวงมาลัยจะล็อกได้ก็ต่อเมื่อกุญแจอยู่ในตำแหน่ง LOCK หรือ OFF เท่านั้น (รถยนต์ที่ปรากฎในข่าวยังคงใช้ระบบกุญแจแบบบิดสตาร์ท) แม้ว่าเครื่องยนต์ดับกลางอากาศ กุญแจก็จะยังคงอยู่ในตำแหน่ง ON ซึ่งจะไม่ทำให้พวงมาลัยล็อกแต่อย่างใด

 แต่หากแม้ว่าปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจาก Defect ของตัวรถจริงๆ จนทำให้พวงมาลัยเกิดล็อกขณะรถกำลังเคลื่อนที่ ก็ยังมีโอกาสรอดพ้นจากอุบัติเหตุค่อนข้างสูงอยู่ดี โดยเฉพาะเมื่อขับรถมาในทางตรง เพราะหากว่าพวงมาลัยเกิดการล็อกจริง พวงมาลัยก็ควรอยู่ในตำแหน่งตรงดังเดิม (หรือจะเอียงก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น) ซึ่งระหว่างนั้นผู้ขับขี่ยังสามารถเหยียบเบรกเพื่อลดความเร็วได้ตามปกติ โดยไม่น่าจะทำให้รถมีอาการเป๋จนกระแทกกับขอบทางอย่างรุนแรงอย่างที่ปรากฏในภาพข่าวแต่อย่างใด

แม้ว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าทำไมรถกระบะคันดังกล่าวถึงเสียหลักจนทำให้เกิดอุบัติเหตุอย่างรุนแรง แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดจากความสูญเสียครั้งนี้ คือ การไม่ติดตั้งคาร์ซีทอย่างเหมาะสม เนื่องจากปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้ผู้โดยสารที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตรายเมื่อประสบอุบัติเหตุ แม้ว่าเด็กที่เสียชีวิตจะอยู่ในวัยคาบลูกคาบดอกว่าจำเป็นต้องใช้คาร์ซีทตามที่กฎหมายบังคับหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็ควรคาดเข็มขัดนิรภัยไว้ตลอดเวลาที่นั่งโดยสารภายในรถ จะได้ไม่เกิดความสูญเสียเช่นนี้ตามมา

ไม่ว่าสาเหตุของอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นจากความประมาทของผู้ขับขี่ หรืออาการผิดปกติของตัวรถ แต่หากมีการติดตั้งคาร์ซีทสำหรับเด็ก และคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งที่ขึ้นรถ ก็จะช่วยลดความสูญเสียได้อีกเยอะทีเดียวครับ

เกียร์ธรรมดา
5 ข้อดีของเกียร์ธรรมดา ที่คนใช้เกียร์ออโต้ได้แต่มองตาปริบๆ

โรงเรียนสอนขับรถนัมเบอร์วัน ไดร์ฟ NUMBER ONE DRIVE SCHOOL สถานที่ตั้งเลขที่ 228 หมู์ที่ 8 ตําบลหนองหญ้าลาด อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ 33110
โทรศัพท์ : 065 598 3693

คนส่วนใหญ่สมัยนี้เลือกที่จะซื้อรถเกียร์อัตโนมัติมากกว่าเกียร์ธรรมดา ไม่เว้นกระทั่งรถกระบะที่มียอดขายเกียร์อัตโนมัติเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ซึ่งปัจจัยหลักคงหนีไม่พ้นความสะดวกสบาย ไม่ต้องคอยมาเหยียบคลัตช์เปลี่ยนเกียร์ให้วุ่นวาย แต่รู้ไหมว่า.. เกียร์ธรรมดาก็มีข้อดีชนิดที่หาไม่ได้ในเกียร์อัตโนมัติเช่นกัน จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย?

1.ทนทาน

 เกียร์ธรรมดามีชิ้นส่วนน้อยกว่าและไม่ซับซ้อนเหมือนเกียร์ออโต้ ทำให้อายุการใช้งานเฉลี่ยของเกียร์ธรรมดายาวนานกว่าเกียร์ออโต้อย่างชัดเจน บางคันอาจเครื่องยนต์พังก่อนเสียด้วยซ้ำไป ขณะที่เกียร์ออโต้นั้น หากทนๆหน่อยก็อาจลากได้ถึง 3 แสนโล แต่รถบางรุ่นใช้ไม่ถึงแสกิโลเมตรกลับต้องยกเกียร์ใหม่ก็มีให้เห็นถมเถไป

2.บำรุงรักษาง่าย

เกียร์ธรรมดาจำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันไม่ต่างจากเกียร์ออโต้ แต่รอบระยะเวลาเปลี่ยนต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยปกติเกียร์ออโต้ต้องเปลี่ยนน้ำมันทุก 40,000 กิโลเมตร แต่เกียร์ธรรมดาสามารถยืดไปได้ถึง 80,000 ถึงแสนโลโดยไม่มีปัญหาใดๆ ขณะที่ผ้าคลัตช์ก็มีรอบระยะเปลี่ยนถึง 2 แสนกิโลเมตร เรียกว่าใช้กันจนลืมกันไปข้าง

ส่วนเกียร์ธรรมดานั้น หากเฟืองชุดไหนมีปัญหา ช่างก็สามารถเปลี่ยนเฉพาะชุดนั้นได้ เช่น หากเกียร์ 4 เสีย ก็เปลี่ยนเฉพาะชุดเฟืองเกียร์ 4 แต่หากเป็นเกียร์ออโต้ก็มักต้องโอเวอร์ฮอลเกียร์ หรือเปลี่ยนลูกใหม่กันไปเลย

3.ประหยัดน้ำมัน

โดยธรรมชาติของเกียร์ธรรมดา ที่แม้ว่าการขับขี่เป็นระยะทางไกล จะต้องใช้รอบเครื่องยนต์สูงกว่าเกียร์ออโต้ แต่กลับให้อัตราสิ้นเปลืองที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ดี เกียร์ออโต้รุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะเกียร์ซีวีที ก็มักปรับอัตราทดมาให้ประหยัดน้ำมันได้ใกล้ๆกันแล้ว

เกียร์ธรรมดา

4.สมรรถนะดั่งใจ

 นอกเหนือจากข้อดีต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นแล้วนั้น เกียร์ธรรมดายังให้อรรถรสในการขับขี่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ แถมยังให้อัตราเร่งที่ ‘ดึง’ กว่าเกียร์ออโต้อย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย

5.ราคาถูกกว่า

รถเกียร์ธรรมดาส่วนมากจะมีราคาถูกกว่าเกียร์อัตโนมัติ แต่ก็มักมาพร้อมรุ่นล่างหรือรุ่นกลาง ที่มีออปชันไม่ครบเหมือนกับรุ่นท็อป แต่ก็แลกมาด้วยการบำรุงรักษาง่าย ไม่จุกจิก เหมาะสำหรับใครที่ชอบความประหยัดทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ขับรถปิดแอร์
ขับรถปิดแอร์ประหยัดน้ำมันจริงหรือไม่?

โรงเรียนสอนขับรถนัมเบอร์วัน ไดร์ฟ NUMBER ONE DRIVE SCHOOL สถานที่ตั้งเลขที่ 228 หมู์ที่ 8 ตําบลหนองหญ้าลาด อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ 33110
โทรศัพท์ : 065 598 3693

 หลายคนมีความเชื่อว่าการขับรถโดยปิดแอร์ จะทำให้อัตราการกินน้ำมันลดลง ช่วยให้ประหยัดน้ำมันขึ้น แถมยังทำให้รถแรงขึ้นอีกด้วย แต่ในความจริงเป็นเช่นนั้นหรือไม่?

ระบบแอร์รถยนต์ทำให้เปลืองน้ำมันขึ้นจริง

ระบบปรับอากาศในรถยนต์เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในปัจจุบัน หากวันไหนเกิดรถแอร์เสีย เป็นอันต้องลางานเพื่อเอารถไปซ่อมแอร์ให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อน หรือไม่อย่างนั้นก็ยอมทิ้งรถไว้บ้านแล้วนั่งรถสาธารณะไปทำงานยังจะดีเสียกว่า

หลักการทำงานของระบบปรับอากาศในรถยนต์นั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่ขาดไม่ได้ นั่นก็คือ “คอมเพรสเซอร์” (Compressor) ซึ่งจะเพิ่มแรงดันของสารทำความเย็น (น้ำยาแอร์) ซึ่งมีสถานะเป็นแก๊ส จากคอยล์เย็น (Evaporator) พร้อมทั้งเพิ่มแรงดันและอุณหภูมิให้สูงขึ้นส่งไปยังคอยล์ร้อน (Condenser) เพื่อระบายความร้อนออกไป จากนั้นเมื่อสารทำความเย็นมีอุณหภูมิลดลงก็จะถูกส่งไปยังวาล์แอร์ (Expansion Valve) เพื่อลดแรงดันและอุณหภูมิให้ต่ำลง ก่อนที่พัดลมแอร์ (Blower) จะเป่าเอาความเย็นนั้นออกมาจากช่องแอร์เพื่อลดอุณหภูมิภายในห้องโดยสาร ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกเย็นสบายตลอดการเดินทางนั่นเอง

กรณีเป็นแอร์บ้าน คอมเพรสเซอร์แอร์จะให้ไฟฟ้า 220 โวลต์ในการทำงาน แต่สำหรับแอร์รถยนต์จะใช้กำลังเครื่องยนต์จากแรงขับทางสายพานส่วนหนึ่ง เพื่อให้คอมเพรสเซอร์ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ช่วงที่คอมเพรสเซอร์แอร์ทำงาน กำลังของเครื่องยนต์จะลดลงเล็กน้อย ส่งผลให้เครื่องยนต์กินน้ำมันมากขึ้น โดยระหว่างที่คอมเพรสเซอร์แอร์ทำงานนั้น อาจทำให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นถึง 20% เลยทีเดียว

ขับรถปิดแอร์

ถึงปิดแอร์ไม่ได้ แต่ก็ลดอัตราสิ้นเปลืองได้

 แม้ว่าการเปิดแอร์จะเป็นสิ่งจำเป็นทั้งในช่วงเวลากลางวันและกลางคืน แต่ผู้ขับขี่สามารถช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองลงได้ ด้วยการปรับอุณหภูมิแอร์ให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงการปรับแอร์ให้เย็นจนเกินไป อาจลองปรับอุณภูมิเพิ่มขึ้น 2-3 องศาจากที่ใช้อยู่เป็นประจำ จะทำให้ระยะเวลาทำงานของคอมเพรสเซอร์สั้นลง ส่งผลอัตราสิ้นเปลืองลดลงได้นั่นเอง

 เมื่อทราบแบบนี้แล้วหากใครอยากให้รถของตัวเองประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น ก็อย่าลืมนำไปลองทำตามกันดูนะครับ

เลี้ยวซ้ายผ่านตลอด
ไม่มีป้าย “เลี้ยวซ้ายผ่านตลอด” เลี้ยวได้เลยหรือต้องรอ?

โรงเรียนสอนขับรถนัมเบอร์วัน ไดร์ฟ NUMBER ONE DRIVE SCHOOL สถานที่ตั้งเลขที่ 228 หมู์ที่ 8 ตําบลหนองหญ้าลาด อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ 33110
โทรศัพท์ : 065 598 3693

ไม่ใช่ว่าทุกแยกจะสามารถ “เลี้ยวซ้ายผ่านตลอด” ได้เสมอไป หากแต่ต้องปฏิบัติตามป้ายจราจรที่กำกับเอาไว้ด้วย ซึ่งโดยมากแล้วก็จะคุ้นตาทั้งป้าย “เลี้ยวซ้ายผ่านตลอด” และ “เลี้ยวซ้ายรอสัญญาณไฟ” แต่กรณีที่แยกนั้นไม่มีป้ายกำกับไว้ล่ะ จะสามารถเลี้ยวได้ทันทีเลยหรือไม่? จะพาไปหาคำตอบกันครับ

เลี้ยวซ้ายผ่านตลอด

กรณีมีป้าย “เลี้ยวซ้ายผ่านตลอด”

 ให้ชะลอรถเพื่อตรวจสอบรถทางตรงที่วิ่งมาทางด้านขวาขับผ่านไปเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยเลี้ยวได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องรอสัญญาณไฟเขียว

กรณีมีป้าย “เลี้ยวซ้ายรอสัญญาณไฟ”

 ผู้ขับขี่ต้องหยุดรอหลังเส้นหยุด เมื่อได้สัญญาณไฟเลี้ยวจึงจะสามารถเลี้ยวซ้ายได้ หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเครื่องหมายจราจรที่ติดตั้งไว้จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มีโทษปรับ 200 – 500 บาท

กรณีไม่มีป้ายกำกับไว้

ผู้ขับขี่ที่จะเลี้ยวซ้ายต้องหยุดรอจนกว่าจะได้สัญญาณไฟเขียวพร้อมกับรถในด้านเดียวกัน และต้องมองรถจากทางตรงให้แน่ใจว่าปลอดภัยจึงจะสามารถเลี้ยวได้ ทั้งนี้ รถคันหลังไม่ควรบีบแตรเพื่อเร่งให้รถคันหน้าเลี้ยวซ้ายทันที เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อรถคันหน้าได้

 รู้แบบนี้แล้วก่อนจะเลี้ยวซ้ายบริเวณทางแยก ต้องตรวจสอบป้ายจราจรที่กำกับไว้ให้แน่ชัด และปฏิบัติตามข้อแนะนำข้างต้นอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เป็นการฝ่าฝืนกฎจราจร และยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยใยการใช้รถใช้ถนนด้วยล่ะครับ

ใบขับขี่
ใบขับขี่หมดอายุ สามารถเคลมประกันได้หรือไม่?

โรงเรียนสอนขับรถนัมเบอร์วัน ไดร์ฟ NUMBER ONE DRIVE SCHOOL สถานที่ตั้งเลขที่ 228 หมู์ที่ 8 ตําบลหนองหญ้าลาด อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ 33110
โทรศัพท์ : 065 598 3693

หากขับรถประสบอุบัติเหตุแล้วพบว่าใบขับขี่หมดอายุไปแล้ว แบบนี้จะสามารถเคลมประกันได้หรือไม่?

 ใบขับขี่เป็นเอกสารสำคัญที่จำเป็นต้องพกติดตัวไว้ตลอดเวลา แม้ว่าจะขับรถเป็นระยะทางสั้นๆ ก็ตาม เพราะหากประสบอุบัติเหตุเฉี่ยวชน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิดก็ตาม บริษัทประกันภัยมีสิทธิ์ไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทนได้โดยชอบตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

 แต่ในกรณีที่เกิดการเฉี่ยวชนและต้องดำเนินการเคลมประกัน กลับพบว่าใบขับขี่สิ้นอายุไปแล้ว บริษัทประกันฯ จะยังคงให้ความคุ้มครองและและจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ เนื่องจากใบขับขี่แสดงถึงความสามารถในการขับรถได้โดยปลอดภัย จึงได้รับการอนุโลมให้เคลมประกันได้

ใบขับขี่

อย่างไรก็ดี การขับขี่พาหนะในขณะที่ใบขับขี่หมดอายุ ยังคงมีความผิดตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 (มาตรา 65) มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท โดยผู้ถือใบขับขี่ประเภทชั่วคราวสามารถดำเนินการต่ออายุใบขับขี่ก่อนหมดอายุล่วงหน้าได้ 3 เดือน หากพ้นกำหนดมากกว่า 1 ปี จะต้องเข้ารับการอบรมและทดสอบภาคทฤษฎีใหม่ หากพ้นกำหนดมากกว่า 3 ปี จะต้องดำเนินการสอบภาคปฏิบัติใหม่เช่นเดียวกับผู้ขอรับใบขับขี่ครั้งแรกทุกประการ

รู้แบบนี้แล้วก็ควรต่อใบขับขี่ก่อนที่จะหมดอายุให้เรียบร้อยด้วยนะครับ

เส้นแบ่งเลน
เส้นแบ่งเลน “สีขาว” และ “สีเหลือง” แตกต่างกันอย่างไร?

โรงเรียนสอนขับรถนัมเบอร์วัน ไดร์ฟ NUMBER ONE DRIVE SCHOOL สถานที่ตั้งเลขที่ 228 หมู์ที่ 8 ตําบลหนองหญ้าลาด อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ 33110
โทรศัพท์ : 065 598 3693

 เคยสงสัยกันบ้างไหมว่าเส้นแบ่งเลน “สีขาว” และ “สีเหลือง” มีความหมายแตกต่างกันอย่างไร และเมื่อพบเห็นเส้นจราจรลักษณะเช่นนี้ต้องปฏิบัติอย่างไรจึงจะถูกต้องมีคำตอบมาฝากกัน

 กรณีเส้นแบ่งช่องทางจราจร “สีขาว” จะใช้สำหรับถนนที่มีการจราจรไปในทิศทางเดียวกัน ขณะที่เส้นแบ่งช่องทางจราจร “สีเหลือง” จะใช้สำหรับถนนที่มีการจราจรในทิศทางตรงกันข้าม ซึ่งผู้ขับขี่จำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

เส้นแบ่งเลน

เส้นประสีขาว – เส้นแบ่งช่องทางจราจรปกติ โดยทั้งสองช่องทางให้เดินรถไปในทิศทางเดียวกัน และผู้ขับขี่จะต้องขับรถอยู่ภายในช่องจราจรเท่านั้น ไม่ขับรถคร่อมเส้นโดยเด็ดขาด เว้นแต่กรณีเปลี่ยนเลน

เส้นแบ่งเลน

เส้นประสีเหลือง – เส้นแบ่งช่องทางจราจรปกติ โดยทั้งสองช่องทางเดินรถในทิศทางตรงกันข้าม โดยผู้ขับขี่สามารถแซงได้เมื่อเห็นว่าข้างหน้าปลอดภัย และรีบกลับเข้ามายังช่องทางเดินรถที่ถูกต้องทันทีเมื่อแซงพ้น

เส้นแบ่งเลน

เส้นทึบสีขาว – เส้นแบ่งช่องทางเดินรถ โดยที่ผู้ขับขี่ห้ามเปลี่ยนช่องทางเดินรถในเส้นทึบเด็ดขาด โดยมากแล้วจะพบเส้นทึบสีขาวได้ก่อนถึงแยกจราจร และบริเวณไหล่ทาง

เส้นแบ่งเลน

เส้นทึบสีเหลือง – เส้นแบ่งช่องทางเดินรถที่มีทิศทางตรงกันข้าม โดยผู้ขับขี่ห้ามขึ้นแซงรถคันหน้าเด็ดขาด เนื่องจากอาจเป้นจุดอับสายตา ที่ทำให้การแซงไม่ปลอดภัย

เส้นแบ่งเลน

 เส้นทึบคู่สีเหลือง – ห้ามผู้ขับขี่เปลี่ยนเลนเลนหรือขึ้นแซงโดยเด็ดขาด

 เส้นทึบคู่กับเส้นประสีเหลือง – เส้นแบ่งทิศทางจราจรห้ามเปลี่ยนเลนหรือแซงเฉพาะด้าน โดยรถที่อยู่ฝั่งเส้นทึบห้ามเปลี่ยนเลนหรือแซงเด็ดขาด และรถที่อยู่ฝั่งเส้นประสามารถเปลี่ยนเลนหรือแซงได้เมื่อเห็นว่าปลอดภัย

 เมื่อทราบเช่นนี้แล้วก็อย่าลืมปฏิบัติตามกฎจราจรเพื่อความปลอดภัยกันด้วยนะครับ

ค่าดัชนีความเร็ว
ยางรถคุณวิ่งได้เร็วสุดแค่ไหนดูได้จากตรงนี้

โรงเรียนสอนขับรถนัมเบอร์วัน ไดร์ฟ NUMBER ONE DRIVE SCHOOL สถานที่ตั้งเลขที่ 228 หมู์ที่ 8 ตําบลหนองหญ้าลาด อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ 33110
โทรศัพท์ : 065 598 3693

ใช่ว่ายางรถยนต์ทุกเส้นจะมีคุณสมบัติเหมือนกันไปเสียหมด เพราะยางแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อต่างก็มีสเปกแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับงบประมาณและความเหมาะสมของการใช้งาน วันนี้จะพาไปดูวิธีอ่านค่า Speed Rating และ Load Index ที่บ่งบอกว่ายางเส้นนั้นสามารถใช้ความเร็วสูงสุดได้เท่าไหร่ และรองรับน้ำหนักได้แค่ไหนครับ

 ยางรถยนต์แต่ละเส้นถูกพัฒนาเพื่อตอบสนองการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมยางแต่ละรุ่นจึงมีราคาที่แตกต่างกันตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่นบาท ซึ่งการเลือกซื้อยางรถยนต์แต่ละรุ่นนอกจากจะต้องคำนึงถึงขนาดยางที่เหมาะสมกับล้อแล้วนั้น สิ่งหนึ่งที่จำเป็นสำหรับขาซิ่งทั้งหลายก็คือ “ค่าดัชนีความเร็ว” (Speed Rating) ที่มักจะระบุควบคู่ไปกับ “ค่าดัชนีการรับน้ำหนัก” (Load Index) นั่นเอง

ค่าดัชนีความเร็ว

“ค่าดัชนีความเร็ว” และ “ดัชนีการรับน้ำหนัก” ดูตรงไหน?

ค่าดัชนีทั้งสองประเภทจะถูกระบุอยู่ในสติกเกอร์ที่แปะอยู่บนหน้ายาง (กรณียางยังไม่ได้รับการติดตั้ง) หรือหากไม่มีสติกเกอร์ก็สามารถอ่านค่าได้จากบริเวณแก้มยาง โดยส่วนมากจะระบุเอาไว้หลังตัวเลขที่บ่งบอกขนาดยาง (ดังเช่นตัวอย่างในภาพด้านบน คือ “205/45 R17” หมายถึงขนาดของยาง “91” หมายถึงดัชนีการรับน้ำหนัก และ “V” หมายถึงดัชนีความเร็ว) โดยตัวเลขและตัวอักษรสามารถแทนค่าได้ดังต่อไปนี้

ดัชนีการรับน้ำหนัก (Load Index)

Load Index   น้ำหนักสูงสุดต่อเส้น
88                    560
89                    580
90                   600
91                     615
92                    630
93                    650
94                    670
95                    690
96                    710
97                    730
98                    750
99                    775

ดัชนีความเร็วสูงสุด (Speed Rating)

Speed Rating ความเร็วสูงสุดที่รับได้
N                        140
P                         150
Q                        160
R                        170
S                        180
T                        190
U                        200
H                        210
V                        240
Z                        240
W                       270
Y                       300 

 ก่อนเปลี่ยนยางทุกครั้งจึงต้องระมัดระวังไม่เลือกยางที่มีค่าดัชนีความเร็วต่ำกว่าความเร็วสูงสุดที่รถคันนั้นทำได้ และควรใช้ยางที่มีตัวเลขเท่ากันทั้ง 4 เส้น หรือตามที่คู่มือกำหนดไว้ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดครับ

เกียร์ 2 กับเกียร์ L
เกียร์ 2 กับเกียร์ L แตกต่างกันอย่างไร?

โรงเรียนสอนขับรถนัมเบอร์วัน ไดร์ฟ NUMBER ONE DRIVE SCHOOL สถานที่ตั้งเลขที่ 228 หมู์ที่ 8 ตําบลหนองหญ้าลาด อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ 33110
โทรศัพท์ : 065 598 3693

โดยปกติแล้วผู้ขับขี่รถเกียร์อัตโนมัติจะคุ้นเคยกับตำแหน่งเกียร์ P R N และ D เป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่รถบางรุ่นก็มีตำแหน่งเกียร์แปลกๆ อย่างเกียร์ 2 และเกียร์ L เพิ่มเข้ามาด้วย รู้หรือไม่ว่าเขามีไว้ใช้ทำอะไร?

 การเลือกตำแหน่งเกียร์ให้เหมาะสมกับลักษณะการขับขี่จะช่วยรีดสมรรถนะของเครื่องยนต์ออกมาได้สูงสุด และช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้อีกด้วย ซึ่งปกติแล้วตำแหน่งเกียร์ D หรือ Drive จะใช้เป็นตำแหน่งมาตรฐานสำหรับการขับรถไปข้างหน้า หากว่าเป็นเกียร์อัตโนมัติแบบ 5 สปีด เกียร์ก็จะเปลี่ยนอัตราทดตั้งแต่เกียร์ 1 ไปจนถึงเกียร์ 5 ตามความเร็วของตัวรถในขณะนั้น

เกียร์ 2 กับเกียร์ L

ขณะที่ตำแหน่งเกียร์ 2 หมายถึง เกียร์จะเปลี่ยนอัตราทดให้เฉพาะเกียร์ 1 และเกียร์ 2 เท่านั้น เหมาะสำหรับการใช้ขับรถขึ้นเขาเพื่อให้เครื่องยนต์มีกำลังมากกว่าปกติ รวมถึงการขับรถลงเขาเพื่อสร้างเอนจิ้นเบรก โดยใช้กำลังของเครื่องยนต์ช่วยชะลอไม่ให้รถไหลลงเขาด้วยความเร็วสูงจนเกินไป จะช่วยลดการเหยียบเบรกลง และป้องกันปัญหาเบรกไหม้จนกระทั่งเบรกเอาไม่อยู่ได้

 ส่วนตำแหน่งเกียร์ L (บางรุ่นอาจใช้เลข 1 แทน) หมายถึง เกียร์จะคงอัตราทดไว้ที่ตำแหน่งเกียร์ 1 เท่านั้น เหมาะสำหรับใช้ในการลงเนินที่มีความชันมากๆ จะช่วยสร้างเอนจิ้นเบรกได้มากกว่าตำแหน่งเกียร์ 2 หากว่าผู้ขับขี่ปล่อยเท้าออกจากแป้นเบรกก็จะช่วยประคองให้รถไม่ไหลด้วยความเร็วสูงจนเกินกว่าจะควบคุมได้

 เห็นไหมครับว่าการเลือกใช้ตำแหน่งเกียร์ที่ถูกต้อง จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้นหากใครมีแผนขับรถไปท่องเที่ยวขึ้นยอดดอยหรือภูเขาแล้วล่ะก็ อย่าลืมนำใช้เทคนิคในการเปลี่ยนเกียร์เหล่านี้ไปใช้ด้วยนะครับ