Search for:
สอนขับรถผ่านทางแยก NumberOne Drive School โรงเรียนสอนขับรถ สอนขับรถ พร้อมใบขับขี่
NumberOne Drive School

สอนขับรถผ่านทางแยก NumberOne Drive School โรงเรียนสอนขับรถ สอนขับรถ พร้อมใบขับขี่

เมื่อจบบทนี้เมื่อถึงทางแยกไม่ว่าจะโดยการควบคุมหรือไม่ควบคุมหรือไม่ควบคุม ผู้เข้ารับการฝึกต้องสามารถเลี้ยวขวาหรือซ้าย หรือขับข้ามทางแยกตรงไปข้างหน้า โดยคำนึงถึงผู้ใช้ถนนอื่น ๆ ได้อย่างปลอดภัย สอนขับรถ พร้อมใบขับขี่  โรงเรียนสอนขับรถศรีสะเกษ

ในระหว่างการทดลองฝึกซ้ำ ๆ ผู้เข้ารับการฝึกต้องแสดงความสามารถในการขับรถผ่านทางแยก ดังนี้

  1. เลี้ยวขวาหรือซ้ายหรือขับตรงไปข้างหน้า ณ ทางแยกใด ๆ
  2. ตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างถูกต้อง โดยไม่ก่อให้เกิดความไม่สะดวกแก่ผู้ใช้ถนนอื่น ๆ

ขั้นตอนเรียนขับรถสำหรับการเลี้ยวขวาหรือซ้าย หรือการขับตรงไปข้างหน้า ณ บริเวณทางแยก มีดังต่อไปนี้

  1. อ่านหรือตีความป้ายถนน สัญลักษณ์ และสถานการณ์การจราจร ได้อย่างถูกต้อง
  2. ใช้ระบบการควบคุมรถ ตามที่ได้ให้รายละเอียดไว้ในบทเรียนที่ 22 “อันตราย เหตุฉุกเฉิน’’

โรงเรียนสอนขับรถ จะสอนให้ผู้เรียนต้องฝึกฝนว่า เมื่อถึงทางแยกต้องขับรถในลักษณะดังต่อไปนี้

  1. ลักษณะการขับรถหรือพฤติกรรมของผู้เข้ารับการฝึกเมื่อถึงทางแยก ต้องมีความมั่นใจในการควบคุมรถ ประเมินสถานการณ์การจราจรและทัศนคติต่อความปลอดภัยและการคำนึงถึงผู้ใช้ถนนอื่น ๆ
  2. ลักษณะการขับรถหรือพฤติกรรมของผู้เข้ารับการฝึกเมื่อถึงทางแยก ต้องมีความมั่นใจในการควบคุมรถ ประเมินสถานการณ์การจราจรและทัศนคติต่อความปลอดภัยและการคำนึงถึงผู้ใช้ถนนอื่น ๆ
  3. ความจำเป็นที่จะเสียสละตำแหน่งความปลอดภัยที่ถูกต้องบนท้องถนน เช่น ผู้ขับรถอื่น ๆ ขับตัดมุมถนนออกมาก
  4. การจราจรในทิศทางเข้าหาหรือกำลังเลี้ยว ณ ทางแยก
  5. การขับรถเข้าถนนที่มีการขับสองทิศทาง (Dual Carriageways)
  6. ความเร็วของรถ ณ ทางแยก
  7. ความระมัดระวังเมื่อได้รับสัญญาณที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมจากผู้ใช้ถนนอื่น ๆ
  8. ผู้รับการฝึกต้องมองไปทางขวา ซ้าย และขวาอีกครั้ง ก่อนที่จะขับเข้าทางแยก อธิบายได้ถึงอันตรายของการคร่อมช่องทางที่ทางแยก
  9. การใช้เบรกจอดตามความสามารถของผู้รับการฝึก อนุญาตให้ควบคุมรถชั่วคราวโดยใช้คลัทช์ได้ ถ้าสถานการณ์อำนวย
  10. การลดความเร็วรถตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้แผนการขับรถมีความยืดหยุ่น

เมื่อทำการเลี้ยว ณ ทางแยก นอกเหนือจากการใช้ระบบควบคุมรถ ควรใช้กระบวนการต่อไปนี้

1.การเลี้ยวซ้าย

เมื่อเลือกทิศทางการเคลื่อนที่ ที่เหมาะสมได้แล้ว ตำแหน่งรถยนต์ควรอยู่ใกล้ด้านซ้ายมือของถนน
ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ควรคงตำแหน่งนี้ไว้จนกระทั่งทำการเลี้ยวเสร็จสมบูรณ์แล้ว จากนั้นคืน
กลับสู่ทิศทางการเคลื่อนที่ปกติ สอนขับรถ พร้อมใบขับขี่  โรงเรียนสอนขับรถศรีสะเกษ

2.การเลี้ยวขวา

เมื่อถึงทิศทางการเคลื่อนที่ ที่เหมาะสมได้แล้ว ถ้าว่าปลอดภัย ตำแหน่งรถยนต์ควนอยู่ใกล้ด้านซ้ายมือ
ของเส้นกลางถนนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ควรคงตำแหน่งนี้ไว้จนกระทั่งทำการเลี้ยวเสร็จสมบูรณ์
แล้ว จากนั้นคืนกลับสู่ทิศทางการเคลื่อนที่ปกติ ถ้ามีเหตุใด ๆ ที่ทำให้การเลี้ยวขวาจากเส้นกลางถนน
ไม่ปลอดภัยควรที่จะทำการเลี้ยวจากด้านซ้ายของถนน รอจนกว่าทางจะโล่งและปลอดภัยที่จะทำการ
เลี้ยว สอนขับรถ พร้อมใบขับขี่  โรงเรียนสอนขับรถศรีสะเกษ

ผู้รับการฝึกจะได้รับการทำความเข้าใจในการขับรถผ่านทางแยกได้อย่างสมบูรณ์จากโรงเรียนสอนขับรถยนต์

  1. เข้าใจวัตถุประสงค์ของป้ายสัญลักษณ์และเครื่องหมายบนถนนและทราบถึงวิธีการวางแผนการขับรถยนต์
  2. ตั้งข้อสังเกตผลของความกว้างของถนนและตำแหน่งของรถอื่น ๆ เมื่อพิจารณาทิศทางการเคลื่อนที่
  3. ไม่ใช้สัญลักษณ์มือมากเกินไปหรือไม่จำเป็น ทำให้เกิดอันตรายในการควบคุมรถ
  4. ให้ความสำคัญของการประเมินของความเร็วที่ต้องใช้ในการเลี้ยวที่แม่นยำ และการเปลี่ยนแปลงความเร็วที่ต้องใช้สำหรับทางลาดขึ้นหรือลาดลง
  5. เน้นเรื่องการเบรกและการบังคับพวงมาลัย
  6. ความสำคัญของ การเคลื่อนที่ออกจากทิศทางตรงไปข้างหน้า
  7. คุณค่าของการใช้แตรสัญญาณ พิจารณาถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้
  8. การเร่งความเร็วบนถนนเปียกหรือแห้ง
  9. แรงที่กระทำขณะรถเลี้ยว
  10. การใช้ช่องทางสำหรับลดความเร็ว
  11. ในขณะที่รอการจราจรให้เบาบางลง ล้อรถต้องมีทิศทางไปข้างหน้า ระวังอันตรายที่เกิดจากการที่ล้ออยู่ในลักษณะเบี้ยว ณ ทางแยก
  12. ควรใช้ความเร็วต่ำเมื่อทำการเลี้ยวซ้าย เพราะการเลี้ยวมีความแคบมากกว่าสำหรับการเลี้ยวซ้าย ควรระวังอันตรายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างรถยนต์และรถจักรยานยนต์หรือรถจักรยาน องค์ประกอบถนนที่อยู่ข้างทาง เป็นต้น
  13. ระวังไม่ให้ชนกับขอบถนนเมื่อทำการเลี้ยวซ้าย
  14. อันตรายที่เกิดกับคนเดินถนน
  15. การเหวี่ยงรถออก ก่อนหรือหลังการเลี้ยวซ้าย
  16. ผู้เรียนขับรถควรฝึกฝนข้อปฏิบัติเหล่านี้ ตั้งแต่เริ่มแรกที่ความเร็วต่ำมาก ๆ
10 เรื่องเข้าใจผิดของคนใช้รถ ใช้ถนน
10 เรื่องเข้าใจผิดของคนใช้รถ ใช้ถนน

10 เรื่องเข้าใจผิดของคนใช้รถ ใช้ถนน

1. (ผิด) สตาร์ทแล้วออกรถได้เลยไม่ต้องอุ่นเครื่อง
(ถูก) อุ่นเครื่องยนต์สักหน่อยก่อนออกรถจะดีกว่า

เมื่อเครื่องยนต์ทำงานขณะที่ยังเย็นอยู่ เช่น ขณะออกรถจากบ้านไปทำงานตอนเช้า หรือติดเครื่องยนต์ เมื่องานเลิกเพื่อกลับบ้านไอของเชื้อเพลิงที่เข้มข้นจะเกาะผนังกระบอกสูบ และละลายปนกับฟิล์มน้ำ มันเครื่องที่ฉาบผนังอยู่ทำให้การหล่อลื่นแหวนลูกสูบกับผนังกระบอกสูบไม่เพียง พอ สร้างความสึกหรอกในเครื่องยนต์มากกว่าปกติ

นอกจากนี้ทั้งเชื้อเพลิงที่ระเหยไม่หมดและไอน้ำที่เกิดจากการเผาไหม้ขณะเครื่อง ยังเย็นนี้ ยังละลายปนอยู่ในน้ำมันเครื่อง ทำให้น้ำมันเครื่องเสื่อมสภาพเร็วขึ้นอีกด้วย

2. (ผิด) รถติดไฟแดงคาเกียร์ D ไว้ดีกว่าเปลี่ยนเกียร์ว่าง
(ถูก) หยุดรถก็โอเค แต่ถ้าติดไฟแดงนานก็ต้องระวังชนคันหน้า

ในกรณีรถติดไฟแดง ผู้ขับรถที่ใช้เกียร์ธรรมดาจะปลดเกียร์ว่างและเหยียบเบรค ป้องกันรถไหล คงจะไม่มีใครเหยียบคลัทช์ และเบรค ใส่เกียร์คาไว้ให้เมื่อยขา ขณะที่ผู้ขับรถเกียร์อัตโนมัติ กลับมาพฤติกรรมที่แตกต่างกัน กลุ่มแรก เหยียบเบรคโดยคาเกียร์ไว้ที่ตำแหน่ง D กลุ่มที่ 2 เบรคเหมือนกัน แต่เลื่อนตำแหน่งคันเกียร์มาที่เกียร์ว่าง N กลุ่มสุดท้าย ดัดคันเกียร์มาอยู่ที่ P ไม่เหยียบเบรค

ถ้าติดไฟแดงนาน ๆ กลุ่มแรก ต้องระวังมากที่สุดเพราะถ้าขยับตัวแล้วเท้าหลุดจากแป้นเบรค รถอาจพุ่งไปชนคันหน้า กลุ่มที่ 2 เบาหน่อยแค่เมื่อย ส่วนกลุ่มสุดท้ายสบายใจได้แต่อาจจะไม่สะดวกกับการใช้งาน วิธีดีที่สุด คือ เกียร์ว่าง และดึงเบรคมือ

3. (ผิด) ฝนตกหนัก หรือหมอกลงจัดต้องเปิดไฟฉุกเฉิน
(ถูก) อาจสร้างความสับสนให้ผู้ร่วมทาง ไฟฉุกเฉินใช้เวลาจอดฉุกเฉิน

ในสภาพอากาศที่ไม่ดี และทัศนวิสัยแย่มาก จนมองแทบไม่เห็นรถคันหน้าการชะลอความเร็ว เปิดไฟหน้าและทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากขึ้น เป็นสิ่งที่ควรทำ

แต่การใช้สัญญาณไฟฉุกเฉิน ทำให้รถที่วิ่งสวนทางมาเข้าใจผิดคิดว่ามีรถจอดเสียอยู่ทางซ้ายริมถนน และหักหลบไปทางขวา ซึ่งเป็นไหล่ทาง กว่าจะเห็นอาจจะสายเกินไปไม่ลงไปข้างทางก็อาจพุ่งข้ามช่องทางมาชน หรือถ้าหยุดรถก็ขวางทาง และเกิดอุบัติเหตุ

การใช้สัญญาณไฟฉุกเฉิน หรือไฟผ่าหมาก ควรใช้เฉพาะเวลาที่รถเสียและต้องจอดอยู่ริมถนน เพื่อบอกให้เพื่อนร่วมทางที่สัญจรผ่านไปมา ใช้ความระมัดระวัง

4. (ผิด) เอนนอนขับแบบนักแข่ง…สบายที่สุด
(ถูก) อย่าปรับเบาะเอนมาก จะได้ไม่เมื่อย

ท่าขับแบบนักแข่งตัวจริง ต่างกับการปรับเบาะเอนนอนขับมากการนั่งท่านี้จะรู้สึกว่าจะหลุดจากเบาะนั่ง ทุกครั้งที่เบรคแรง ๆ แขนที่เหยียดตึงตลาดเวลานอกจากจะทำให้เมื่อยล้า ยังต้องยกตัวขึ้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องเลี้ยวเพราะไม่มีแรงหมุนพวงมาลัย และมองทางข้างหน้าไม่เห็นเช่นเดียวกับเวลาถอยหลังจอด สาย เข็มขัดนิรภัยที่อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าการนั่งขับแบบปกติอาจจะรั้งคอแทนที่จะเป็นไหล่เมื่อเกิดอุบัติเหตุ

ท่านั่งที่ถูก ต้องเอาหลังพิงพนักจนสนิทแล้วเหยียดแขนข้างใดข้างหนึ่งไปวางบนส่วนบนสุดของพวงมาลัย แล้วตรงกับข้อมือ ขาต้องสามารถเหยียบแป้นคลัทช์จนจมโดยไม่ต้องเหยียดข้อเท้าสุดแบบนักบัลเลท์ส่วนต้าของขาอ่อนดันกับเบาะนั่งส่วนหน้า
จนรู้สึกว่าน้ำหนักตัวที่ลงตรงสะโพกพอดี และยังสัมผัสกับพนักพิง

5. (ผิด) นั่งชิดพวงมาลัยเพื่อให้มองเห็นหน้ารถ
(ถูก) อันตราย ตัวอาจกระแทกกับพวงมาลัยบาดเจ็บ

ผู้ที่นั่งใกล้พวงมาลัยเกินไป มักเป็นผู้ที่ไม่ค่อยให้ความสนใจกับเรื่องความปลอดภัยในการขับรถ และได้รับ การสอนท่านั่งมาแบบผิด ๆ ลำตัวที่อยู่ชิดกับพวงมาลัย นอกจากจะทำให้หมุนพวงมาลัยไม่ถนัดเพราะแขนงอมากเกินไป ยังเพิ่มความเสี่ยงให้แกตัวผู้ขับ ที่อาจจะบาดเจ็บจากการที่ลำตัวกระแทกกับพวงมาลัย และแรงระเบิดจากถุงลมนิรภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

6. (ผิด) ควรเติม หัวเชื้อน้ำมันเครื่องเพื่อถนอมเครื่องยนต์
(ถูก) อาจจะหนืดไป แค่ใช้น้ำมันเครื่องดี มีคุณภาพ ก็เพียงพอแล้ว

เราแบ่งหัวเชื้อน้ำมันเครื่องได้เป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่ช่วยเพิ่มคุณภาพของน้ำมันเครื่อง และประเภทที่ช่วยเพิ่มความหนืดของน้ำมันเครื่องน้ำมันเครื่องคุณภาพสูงในปัจจุบันมีส่วนผสมของสารต่าง ๆ อยู่ในปริมาณและ ส่วนที่เหมาะสมจึงไม่ควรใส่สารอื่นเข้าไปทำลายส่วนสารเคมีเหล่านี้ให้เสียสมดุลและกลับให้โทษแก่เครื่องยนต์ประเภทแรกจึงไม่จำเป็น

ส่วนหัวเชื้อน้ำมันเครื่องที่ช่วยเพิ่มความหนืดอาจช่วยลดความสิ้นเปลือง น้ำมันเครื่องของเครื่องยนต์ที่หมดสภาพแล้วได้บ้าง แต่เมื่อคำนึงถึงราคาแล้ว ก็ไม่น่าจะช่วยประหยัดได้และเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วย วิธีที่ถูกต้องคือ การซ่อมใหญ่ หรือ โอเวอร์ฮอล เพื่อให้เครื่องยนต์กลับคืนสู่สภาพดีปกติ

7. (ผิด) เติมน้ำมันเครื่องคุณภาพสูงปนกับน้ำมันเครื่องทั่วไปจะได้คุณสมบัติที่ดีขึ้น
(ถูก) การผสมไม่ได้ช่วยให้คุณภาพดีขึ้นใช้น้ำมันเครื่องคุณภาพมาตรฐานจะดีกว่า

การนำน้ำมันเครื่องคุณภาพสูงสุดสักครึ่งลิตรมาผสมกับน้ำมันเครื่องคุณภาพ ปานกลาง ก็ไม่สามารถเพิ่มคุณภาพขึ้นมาได้ เอาเงินส่วนนี้ไปทำประโยชน์ส่วนอื่นจะดีกว่าเช่นเดียวกับการเอาน้ำมันเครื่องคุณภาพต่ำมาเติมผสมลงไปในน้ำมันเครื่องชั้น ดีราคาสูงซึ่งจะทำให้ส่วนผสมของสารเพิ่มคุณภาพในน้ำมันเครื่องเสียสมดุลไป เท่ากับน้ำมันเครื่องทั้งหมดคุณภาพต่ำไป

การเติมน้ำมันเครื่องใหม่เมื่อน้ำมันเครื่องเดิมใกล้จะถึงกำหนดเปลี่ยนถ่าย นั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำเพราะไม่คุ้มกับเงินที่จ่ายไปเพื่อแลกกับการใช้ งานเพียงระยะสั้นทางที่ดีเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดเลยจะคุ้มกว่า

8. (ผิด) ปิดพัดลมแอร์ก่อนดับเครื่องยนต์ จะใช้ให้แอร์ไม่เสียเร็ว
(ถูก) ควรปิดคอมเพรสเซอร์แอร์ ก่อนดับเครื่อง ช่วยยืดอายุตู้แอร์

ระบบทำความเย็นทั้งภายในรถและอาคาร อาศัยหลักการถ่ายเทความเย็นและระบายความร้อน ซึ่งตู้แอร์ หรือคอยล์เย็น จะมีสารทำความเย็นบรรจุอยู่ภายในโดยมีพัดลมทำหน้าที่เป่าลมการปิดพัดลมก่อนดับเครื่อง ความเย็นยังคงอยู่ภายในระบบ ตู้แอร์จึงชื้น และกลายเป็นที่สะสมฝุ่นละออง ซึ่งจะทำให้ลมผ่านได้ไม่สะดวก เกิดการอุดตัว และตู้รั่ว

การเปิดคอมเพรสเซอร์ หรือปิดสวิทช์ AC ก่อนดับเครื่องยนต์อย่างน้อย 5-10 นาที จะช่วยไล่ความชื้น ในตู้แอร์ ไม่เป็นที่สะสมฝุ่น นอกจากจะช่วยยืดอายุตู้แอร์ ยังช่วยลดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ ที่มักเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับความชื้นอีกด้วย

9. (ผิด) รถที่ใช้จานเบรค 4 ล้อปลอดภัยกว่ารถที่ใช้ดุมเบรคหลัง
(ถูก) ไม่แน่ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของการใช้งาน

หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าจานเบรคใช้ได้ดีกับรถทุกรุ่นทุกขนาดแม้ว่าคุณสมบัติที่ดี ของจานเบรคคือ ระบายความร้อนได้เร็ว
ส่วนใหญ่ผู้ผลิตรถจึงใช้กับล้อหน้าที่ผ้าเบรคจับตัวจานเบรคแทบ จะตลอดเวลา ดุมเบรคที่ระบายความร้อนได้ช้ากว่าเพราะมีฝาครอบ แต่มีพื้นที่สัมผัสมากกว่าจานเบรคและไม่ มีปัญหาเบรคล็อคเหมือนจานเบรคใช้ในล ้อหลัง รถที่ใช้งานแบบทั่วไป
รวมทั้งรถที่มีระบบเอบีเอส ซึ่งวิศวกรผู้ผลิตรถยนต์จะเลือกใช้จานเบรคตามความเหมาะสม

การที่เจ้าของรถนำรถไปดัดแปลงใช้จานเบรคในล้อหลัง ต้องระวังเพราะหากล้อหลังหยุดก่อนล้อหน้าอาจทำให้รถหมุนได้

10. (ผิด) วางเท้าไว้บนแป้นคลัทช์ เพื่อใช้งานได้ทันทีที่ต้องการ
(ถูก) ยกเท้าออกจากคลัทช์ จะได้ไม่เปลืองผ้าคลัทช์

เรื่องนี้น่าจะเป็นความเคยของแต่ละบุคคล ไม่ใช่พฤติกรรมที่น่าเลียนแบบโดยปกตรถเกียร์ธรรมดา จะต้องคอยระวังเครื่องดับ เมื่อเหยียบเบรคแรง หรือหยุดรถหลายคนตึงไม่ยอมยกเท้าจากแป้นคลัทช์ทั้ง ๆ ที่เข้าเกียร์สุดท้ายไปนานแล้ว

การวางเท้าไว้บนแป้นคลัทช์ตลอดเวลาบางครั้งอาจจะเผลอทิ้งน้ำหนักลงไปที่เท้าจนคลัทช์ทำงาน ส่งผลกระทบโดยตรงกับผ้าคลัทช์ และหวีคลัทช์ จนถึงไฟร์วีล ทำให้สึกหรอมากกว่าที่ควรจะเป็น

เรื่องเหล่านี้ เป็นเพียงบางส่วนที่ผู้ใช้รถกระทำด้วยความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งถ้าสามารถแก้ไขได้ ก็จะช่วยประหยัดความสิ้นเปลือง และค่าใช้จ่ายได้มาก

Work From Home นานเกินไป รถไม่ได้ใช้งาน จะดูแลอย่างไรดีนะ?
ในช่วงสถานการณ์ COVID-19

Work From Home นานเกินไป รถไม่ได้ใช้งาน จะดูแลอย่างไรดีนะ?

ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 การทำงานที่บ้าน หรือ Work From Home แทบจะกลายเป็นเรื่องปกติของการทำงานในปัจจุบัน ซึ่งแม้ว่าจะสะดวก และปลอดภัยไม่เสี่ยงกับการไปรับเชื้อภายนอก แต่สำหรับหลาย ๆ คนแล้ว การต้องทำงานที่บ้านก็ทำให้แทบจะไม่ได้เดินทางไปไหน จนทำให้ยานพาหนะที่เคยขับขี่ไปทำงานต้องจอดทิ้งไว้เป็นเวลานาน ซึ่งแน่นอนว่าการจอดรถทิ้งไว้โดยไม่ได้ขับไปไหนเลยก็เสี่ยงต่อการทำให้รถเสื่อมสภาพเร็วขึ้นได้ วันนี้ TIPINSURE เลยนำวิธีการดูแลรักษารถที่ต้องจอดทิ้งไว้นาน ๆ ในช่วง COVID – 19 มาฝาก เพื่อใช้ในการดูแลรถเมื่อคุณไม่สามารถขับไปไหนได้นาน ๆ ถ้าอยากเรียนขับรถ ต้อง NumberOne Drive School โรงเรียนสอนขับรถ

1. จอดรถในที่ปลอดภัย

การเลือกที่จอดรถเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก ดังนั้นจึงควรเลือกจอดรถในบริเวณที่ปลอดภัย และเหมาะสมมากที่สุด โดยหากเป็นไปได้ก็ควรจอดในที่ร่ม อย่างเช่นในอาคารจอดรถ หรือโรงรถ แต่ถ้าหากไม่สามารถจอดรถในที่ร่มได้ ก็หลีกเลี่ยงการจอดในบริเวณที่เป็นป่ารก แหล่งน้ำ หรือใกล้ที่ทิ้งขยะ เพราะอาจทำให้กลายเป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตที่ไม่พึงประสงค์ เช่น หนู งู แมลงสาบ และอื่น ๆ อีกทั้งยังควรเลี่ยงการจอดรถใกล้กับบริเวณที่มีวัสดุไวไฟวางอยู่ใกล้ ๆ หรือถังเชื้อเพลิง เพื่อความปลอดภัย

นอกจากนี้ยังควรเช็กระดับน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเบรก รวมถึงปริมาณน้ำกลั่นในหม้อน้ำให้อยู่ในระดับสูงสุดตามขีดที่กำหนด อีกทั้งยังควรเติมลมยางให้มากกว่าปกติ เช่น หากปกติเติมลมยางที่ 35 ควรเติมเพิ่มไปอีกประมาณ 5 ปอนด์ เพื่อรักษาโครงสร้างของยาง หลีกเลี่ยงการใช้แม่แรงยกรถขึ้นเพื่อให้ทั้ง 4 ล้อลอยขึ้นจากพื้น เพราะอาจส่งผลกับสปริงโช้คอัพของรถได้ ปิดท้ายด้วยการหาผ้ามาคลุมรถ เท่านี้ก็เรียบร้อย

2. ระมัดระวังเรื่องสีรถ

การจอดรถทิ้งนาน ๆ โดยไม่ได้ดูแลสีรถเลย ก็มีโอกาสที่สีรถอาจเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควรได้ โดยเฉพาะหากจอดไว้บริเวณที่มีความชื้นมาก ๆ อาจทำให้รถขึ้นสนิมได้ ดังนั้นก่อนที่จะจอดรถทิ้งไว้ควรนำรถไปล้าง แล้วเคลือบสีด้วยน้ำยาที่มีคุณสมบัติเคลือบสีรถ เพื่อให้สีรถคงสภาพอยู่ได้นาน และถ้าหากคิดว่าบริเวณไหนเสี่ยงจะมีสนิมขึ้นได้ง่าย ก็ควรหาน้ำมันหล่อลื่นมาหยอดไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสนิมจนต้องมานั่งขัดสีรถให้เสียเวลา

3. ปลดเบรกมือเสมอ

การดึงเบรกมือทิ้งไว้ นอกจากจะส่งให้ในกรณีที่ต้องมีการเคลื่อนย้ายรถตอนที่คุณไม่อยู่เป็นไปได้ยากแล้ว ก็อาจยังทำให้ผ้าเบรกไปติดกับจานเบรก และทำให้เบรกมีปัญหาภายหลังได้ ดังนั้นจึงควรปลดเบรกมือ และปลดเกียร์ว่างเอาไว้ด้วยจะดีที่สุด แต่ถ้าหากต้องจอดในพื้นที่ลาดเอียง ควรหาก้อนหิน หรืออิฐมาขัดล้อไว้ไม่ให้รถเลื่อนจะดีกว่า

4. อย่าลืมดูแลรักษาหัวเทียน

สำหรับคนที่พอจะมีความรู้เรื่องเครื่องยนต์ การจอดรถไว้นาน ๆ โดยไม่ได้ใช้งานอาจทำให้หัวเทียนมีปัญหาได้ ดังนั้นทางที่ดีก็ควรถอดหัวเทียนออก แล้วฉีดน้ำมันบริเวณซ็อกเก็ตปลั๊ก วิธีนี้จะช่วยป้องกันความชื้นเข้าไปในห้องเครื่อง และป้องกันไม่ให้ฝาสูบเป็นสนิมได้ จากนั้นจึงค่อยใส่หัวเทียนกลับเข้าไปให้สนิท เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นหากต้องใช้รถในกรณีฉุกเฉิน

5. ทำความสะอาดรถให้สะอาด

บรรดาขยะ หรือเศษอาหารที่คุณทิ้ง หรือเผลอทำตกไว้ในรถ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้รถมีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ หรือดึงดูดสัตว์เล็ก ๆ อย่างเช่น มด หรือหนู อีกทั้งยังอาจกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคได้ ดังนั้นหากต้องจอดรถทิ้งไว้นาน ๆ ควรทำความสะอาดภายในรถให้เรียบร้อยก่อน โดยควรเช็ดทำความสะอาดภายในรถด้วยแอลกอฮอล์ 70% เพื่อฆ่าเชื้อโรค ดูดฝุ่น ทำความสะอาดพรมปูพื้นรถ และเก็บเศษขยะทั้งหมด จากนั้นปิดท้ายด้วยการฉีดน้ำหอมปรับอากาศ เท่านั้นก็เรียบร้อย และช่วยให้รถของคุณสะอาดไปได้ระยะหนึ่งเลย

6. สตาร์ทรถอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง

รถที่จอดทิ้งไว้โดยไม่ได้เคลื่อนย้ายไปไหนเลย จะทำให้รถเสื่อมสภาพได้เร็วมากขึ้น โดยเฉพาะเครื่องยนต์ที่อาจมีปัญหาได้ ดังนั้นควรหาโอกาสอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง มาสตาร์ทรถ ตรวจเช็กระดับน้ำมันเครื่อง ปริมาณน้ำกลั่นในหม้อน้ำ และเติมให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม จากนั้นขับวนไปในบริเวณใกล้ ๆ เพื่อให้รถได้ทำงานเต็มระบบ ซึ่งจะชะลอการเสื่อมสภาพของเครื่องยนต์

นอกจากนี้การเติมน้ำมันรถ ยังควรเติมน้ำมันให้เต็มถังไว้เสมอ เพราะการจอดรถทิ้งไว้นาน ๆ โดยไม่ได้เติมน้ำมันให้เต็ม บริเวณที่ว่างในถังน้ำมันอาจเกิดการควบแน่นของความชื้น ทำให้ถังน้ำมันเป็นสนิม และระบบน้ำมันอุดตันได้ที่สุด

7. นำรถไปเช็กสภาพเมื่อถึงเวลาที่กำหนด

แม้ว่ารถจะถูกจอดทิ้งไว้นาน ๆ โดยไม่ได้ขับไปไหนเลย แต่การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และการเช็กสภาพรถตามระยะที่กำหนดก็ยังคงต้องทำอยู่ ซึ่งถ้าหากไม่ค่อยได้ใช้รถ และระยะไมล์ไม่ถึงตามที่คู่มือรถกำหนดไว้ ก็อาจใช้วิธีการนำรถเข้าไปตรวจเช็กสภาพอย่างน้อยทุก ๆ 6 เดือน เพื่อให้รถยังคงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์มากที่สุด

และในช่วงสถานการณ์ COVID -19 การเรียนขับรถ NumberOne Drive School โรงเรียนสอนขับรถ ถือเป็นทางเลือกที่ดีเพราะนอกจากสอนเข้าใจง่ายแล้ว ครูฝึกใจดี ธุรการน่ารัก สนใจ  สนใจคลิก

แนวข้อสอบใบขับขี่ปี 2564 สำหรับรถยนต์ และรถจักรยานยนต์
ข้อสอบใบขับขี่ปี 2564

ข้อสอบใบขับขี่ปี 2564 สำหรับรถยนต์ และรถจักรยานยนต์

ในช่วงสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ทางกรมขนส่งจะเปิดให้สอบใบขับขี่ที่กรมขนส่งและศูนย์สอบต่างๆ โดยแบ่งออกเป็นการสอบข้อเขียน และสอบปฏิบัติ ในปี 2564 “ข้อสอบใบขับขี่” และ “ข้อสอบอบรมใบขับขี่” นั้นไม่เหมือนกัน โดยข้อสอบใบขับขี่จะเป็นการสอบเพื่อทำใบขับขี่ใหม่ มีจำนวน 50 ข้อ ส่วนข้อสอบอบรมใบขับขี่จะเป็นการสอบต่ออายุใบอนุญาตขับขี่มี 3 ข้อ ให้ทำระหว่างก่อนและหลังอบรม 1 ชั่วโมง

แนวข้อสอบใบขับขี่ 50 ข้อ ประกอบด้วย

1. เอกสารประจำตัวของผู้ขับรถยนต์ที่ต้องใช้ควบคู่กับใบขับขี่ คือ สำเนาทะเบียนภาพถ่ายใบคู่มือจดทะเบียนรถ (หรือเรียกสั้นๆ ว่า สำเนาทะเบียนรถ) รถยนต์ที่นำมาใช้บนท้องถนนควรมีสำเนาทะเบียนรถติดไว้ เพื่อป้องกันการโจรกรรม และการติดตามตัวเจ้าของรถเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

2. ความผิดเมื่อกระทำผิดตามกฎหมายจราจรทางบก เมื่อได้รับใบสั่งจากเจ้าพนักงาน ต้องชำระค่าปรับภายใน 7 วัน

3. เมื่อใบขับขี่หมดอายุ จะต้องยื่นคำร้องขอทำใหม่ใน 15 วัน

4. หากผู้ขับรถไม่มีใบอนุญาตขับรถ จะมีความผิดจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

5. ผู้ขับรถใช้ใบอนุญาตขับรถที่สิ้นอายุ มีความผิดปรับไม่เกินสองพันบาท

6. ผู้ขับรถที่ต้องการจะเลี้ยวรถ ต้องชะลอรถและเปิดไฟเลี้ยวไม่น้อยกว่า 30 เมตร เพื่อให้ผู้ที่ร่วมใช้ถนนได้สังเกตเห็น

7. การหยุดรถบริเวณทางแยก จะต้องหยุดหลังเส้นแนวหยุด

8. บริเวณทางโค้งรัศมีแคบห้ามแซง

9. การจอดรถ จะต้องจอดไม่เกินขอบทาง 25 เซนติเมตร

10. รถที่นำมาใช้บนทางถนนได้จะต้องเป็นรถที่จดทะเบียนและเสียภาษีแล้ว มีสภาพมั่นคงแข็งแรง ติดแผ่นป้ายทะเบียนของทางราชการกำหนด มีระดับเสียงเครื่องยนต์ระดับ 80 เดซิเบล

11. รถจักรยานยนต์ที่มีอายุครบ 5 ปี จะต้องนำไปตรวจสภาพรถก่อนเสียภาษีประจำปี

12. รถที่จดทะเบียนแล้วหากต้องการจะเปลี่ยนสีรถ ต้องแจ้งนายทะเบียนใน 7 วัน

13. หากประสงค์จะย้ายรถ เจ้าของรถยนต์จะต้องแจ้งต่อนายทะเบียนภายใน 15 วัน

14. การตรวจสอบรถดับน้ำมันเครื่องในเครื่องยนต์ จะต้องตรวจสอบหลังดับเครื่องยนต์อย่างน้อย 10 นาที

15. รถที่ไม่ได้เสียภาษีภายในระยะเวลาที่กำหนดจะต้องชำระเพิ่มร้อยละ 1 บาท ต่อเดือน

16. เมื่อถึงทางรถไฟ และมีรถไฟกำลังแล่นผ่าน ผู้ขับขี่จะต้องหยุดให้ห่างจากรถไฟอย่างน้อย 5 เมตร

17. บริเวณที่มีป้ายห้ามหยุดรถ จอดรถไม่ได้

18. ผู้ขับขี่ควรขับรถในอัตราความเร็วที่กฎหมายกำหนด

19. บริเวณ โรงเรียน สถานที่ราชการ โรงพยาบาล ห้ามใช้เสียงแตร

20. เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ผู้ขับขี่หลบหนีให้สันนิษฐานว่าผู้นั้นเป็นผู้กระทำผิด

21. เสียงแตรใช้ได้เมื่อมีเหตุจำเป็นเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

22. เมื่อผู้ขับขี่ต้องการกลับรถ ต้องกลับรถในช่องทางที่มีป้ายจราจรอนุญาตให้กลับรถ และกลับรถเข้าช่องทางที่ถูกต้อง

23. รถจักรยานยนต์ต้องขับในช่องเดินรถทางซ้ายสุด

24. ในช่องทางเดินรถที่มีช่องทางตั้งแต่สองช่องขึ้นไป ผู้ขับรถจักรยานยนต์จะต้องขับในช่องทางซ้ายสุด

25. ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชนิด 5 ปี ต่ออายุล่วงหน้า 3 เดือน

26. เมื่อกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และได้รับคำสั่งผู้ตรวจการรถยนต์ให้ไปรายงานตัว ผู้ขับขี่จะต้องไปรายงานตัวต่อนายทะเบียนภายใน 7 วัน

27. ผู้ขับขี่จะต้องขับรถห่างจากคันหน้าในระยะที่สามารถหยุดรถได้ปลอดภัยเมื่อมีความจำเป็น

28. ผู้ขับขี่ที่ต้องการจะเลี้ยวซ้าย จะต้องขับรถในช่องทางซ้ายก่อนถึงทางเลี้ยว 30 เมตร

29. ผู้ขับขี่จะต้องเปิดไฟหน้า หรือไฟท้าย ให้รถคันอื่นเห็นในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร

30. ห้ามมิให้ผู้ขับขี่แซงรถคันอื่นในขณะที่มีหมอก ฝุ่น ฝน หรือควัน ในระยะ 60 เมตร

31. คนเดินเท้า ไม่ใช่ผู้มีหน้าที่ให้สัญญาณจราจรตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2532

32. ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์จะต้องมีระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

33. โทษการดื่มแอลกอฮอล์เมื่อพบปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับตั้งแต่ 5,000 – 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

34. เมื่อต้องการจะเปลี่ยนช่องทางทุกครั้ง ต้องให้สัญญาณไฟหรือสัญญาณแตร

35. ในการถอดขั้วแบตเตอรี่ควรถอดขั้วลบก่อน

36. น้ำบาดาลไม่ควรนำมาเติมในถังพักหม้อน้ำ
37. การขับรถผ่านบริเวณน้ำท่วม ห้ามใช้เบรกอย่างเด็ดขาด

38. ผู้ขับขี่รถ เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุทางถนนมากที่สุด

39. ภายหลังรถออกตัวระยะ 3 – 4 เมตร ควรทดสอบระบบเบรกก่อน

40. ก่อนออกจากรถไหล่ทางด้านซ้าย ผู้ขับขี่รถต้องมองกระจกด้านขวา เปิดไฟเลี้ยวขวา พร้อมกับหันศีรษะมองข้ามไหล่ขวาไปทางด้านหลังก่อนออกรถ

41. หากเกิดฝนตกจนมองเห็นทางไม่ชัด ผู้ขับขี่ควรจอดรถในบริเวณที่ปลอดภัย แล้วเปิดไฟหน้ารถ และไฟฉุกเฉิน

42. ผู้ขับขี่ต้องการเลี้ยวขวาและมีรถทางขวาสวนมา จะต้องหยุดรอให้รถทางตรงสวนมาก่อนจึงเลี้ยวได้

43. หากมีรถเลี้ยวซ้ายและเลี้ยวขวาพร้อมกันในเส้นทางเดียวกัน ผู้ที่จะเลี้ยวซ้ายต้องหยุดให้ทางแก่รถที่เลี้ยวมาจากทางขวาก่อน

44. การเข้าเกียร์ถอยหลังขณะที่รถยังไม่หยุดนิ่ง จะทำให้เข้าเกียร์ยาก และเกียร์เสียเร็วกว่าปกติ

45. ลมยางควรตรวจสอบเมื่อยางรถยังเย็นอยู่ ไม่ควรตรวจขณะรถบรรทุกของหนักและใช้งานเพิ่งเสร็จ

46. สัญญาณไฟฉุกเฉิน ควรใช้เมื่อรถเสีย หรือเกิดอุบัติเหตุ

47. เมื่อพนักงานจราจรยืนและเหยียดแขนขวาท่อนล่าง ตั้งฉากกับแขนท่อนบนและตั้งฝ่ามือขึ้น ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถมาจากทางด้านหน้าของพนักงานจราจรจะต้องหยุดรถ

48. การให้สัญญาณด้วยแขน โดยผู้ขับขี่ยื่นแขนขวาตรงออกไปนอกตัวรถเสมอระดับไหล่และโบกมือขึ้นลง
49. ลมยางหน้าอ่อน จะส่งผลต่อการสึกหรอ พวงมาลัยหนัก และรถกินน้ำมัน

50. ทบทวนความรู้เรื่องเครื่องหมายจราจรต่างๆ

ข้อสอบอบรมใบขับขี่ออนไลน์ 3 ข้อ

ก่อนการทดสอบอบรมใบขับขี่จะมีแบบทดสอบให้ฝึกอบรม 3 ข้อ ขณะอบรม และหลังจบแบบทดสอบนี้ก็จะขึ้นแบบทดสอบมาอีกครั้ง เป็นเนื้อหาเกี่ยวข้องกับทัศนคติต่อผู้ร่วมใช้ถนน การขับขี่ และสัญญาณไฟจราจร

1. ขีดความสามารถของเด็กต่อทัศนคติที่ดีของผู้ร่วมใช้ถนนคืออะไร?

2. การรักษาระยะห่างการเฉี่ยวชนในถนนที่เป็นทางมุมอันตราย ควรเว้นระยะอย่างไร?

3. ถ้าเจอสัญญาณไฟแดงกะพริบ ผู้ขับขี่ต้องทำอย่างไร?

ก่อนต่ออายุใบขับขี่ควรเตรียมเอกสารให้พร้อม ในปี 2564 เป็นต้นไป ผู้ที่ดำเนินการขอใบอนุญาตขับรถทุกประเภทจะต้องใช้ใบรับรองแพทย์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้นั้นไม่มีโรคประจำตัวหรือสภาวะของโรคที่อาจเป็นอันตรายขณะขับรถ และควรติดตามวันทำการใบอนุญาตขับขี่ที่กรมขนส่งจังหวัดใกล้บ้าน

ที่มา : thairath