Search for:
เวลาจอดรถติดไฟแดง ควรใส่เกียร์ N หรือเกียร์ P ?
เวลาจอดรถติดไฟแดง ควรใส่เกียร์ N หรือเกียร์ P ?

รถติดไฟแดงควรเข้าเกียร์ไหน จอดรถติดไฟแดง ควรใส่เกียร์ N หรือเกียร์ P ?

การจอดติดไฟแดงเราควรเข้าเกียร์ไหนดี ซึ่งจริงๆ แล้ว แต่ละเกียร์ก็มีหน้าที่ต่างกัน ดังนั้นวันนี้เรามาดูคำตอบกันว่าควรเข้าเกียร์ไหนดี

ก่อนอื่นต้องดูจากสถานการณ์ก่อนว่าติดนานแค่ไหน
ถ้าติดไฟแดงไม่ถึง 1 นาที หรือว่าการจราจรมีการเคลื่อนที่ช้าๆ สลับกับหยุดเป็นช่วงๆ เราสามารถเข้าเกียร์ D แล้วเหยียบเบรกไว้ได้

ถ้าติดไฟแดงนานกว่า 1 นาที การที่เราเหยียบเบรกเป็นเวลานานมีโอกาสที่เท้าหลุดจากเบรกได้ เช่น ตอนที่เราขยับตัว เอี้ยวตัว หรือก้มตัว ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยควรเข้าเกียร์ N แล้วดึงเบรกมือขึ้นเพื่อป้องกันรถไหล

เปลี่ยนเกียร์ไปมา ทำให้เกียร์พังเร็วจริงหรือไม่?
อาจเคยได้ยินว่าการสลับเกียร์ไปมาทำให้แรงดันในระบบเกียร์มีการเปลี่ยนแปลงและระบบเกียร์ต้องทำงานตลอดเวลา ในระยะยาวอาจจะบั่นทอนอายุการใช้งานของระบบเกียร์ ซึ่งต้องบอกว่าในระบบเกียร์ยุคใหม่โอกาสที่จะเกิดขึ้นมีน้อย และต้องเป็นระยะยาวที่ยาวมากๆ ต่างจากเกียร์แบบเก่า 3 สปีด 4 สปีดจะมีโอกาสที่จะทำให้เกิดการสึกหรอขึ้นจริง

จริงๆแล้ว สำหรับการหยุดรถติดไฟแดงโดยทั่วไปควรใช้ตำแหน่งเกียร์ N

  1. เนื่องจากสามารถสลับไปยังตำแหน่งเกียร์ D ได้สะดวกกว่า ขณะที่รถบางรุ่นจะทำการปลดล็อคประตูอัตโนมัติเมื่อผลักคันเกียร์ไปยังตำแหน่ง P ด้วย จึงไม่ควรผลักไปยังเกียร์ P หากจอดติดไฟแดง

  2. ส่วนตำแหน่งเกียร์ P ควรใช้เมื่อจอดรถดับเครื่องยนต์เท่านั้น จะช่วยให้รถอยู่กับที่ หากจอดรถบนทางลาดชันควรใช้เบรกมือร่วมด้วยเพื่อลดภาระของสลักเกียร์ และไม่ควรจอดรถขวางรถคันอื่นที่มีการเข้าออกด้วยเกียร์ P เพราะรถจะไม่สามารถเข็นได้เลย
ยืดอายุของรถ ด้วยการจอดรถให้ถูกวิธี
ยืดอายุของรถ ด้วยการจอดรถให้ถูกวิธี

ยืดอายุของรถ ด้วยการจอดรถให้ถูกวิธี

เคล็ดไม่ลับ  5 ข้อ ในการจอดรถ สามารถช่วยคุณประหยัดค่าใช้จ่าย และช่วยชะลอ การสึกหรอของเครื่องยนต์อีกด้วย

ข้อที่ 1 ก่อนนำรถเข้าจอดในโรงเก็บรถ ให้สังเกตุอุณหภูมิรถว่าร้อนในระดับไหน ถ้าวิ่งมาในช่วงสั้นๆ  เครื่องไม่ร้อน ก็จอดได้เลย แต่ถ้าขับมาไกล เครื่องอาจร้อนจัด ให้จอดพักในที่โล่ง และเปิดฝากระโปรงหน้าทิ้งไว้ เพื่อระบายอากาศ จากนั้นรอจนเครื่องเย็นลงจึงค่อยนำเก็บ หากไม่มีการพักเครื่อง แล้วนำเข้าที่จอดเลย เครื่องยนต์จะเสื่อมสภาพไว ความร้อนที่ระบายออกมายังส่งผลให้สีรถหม่นลงได้ รวมทั้งภายในห้องโดยสารด้วยเช่นกัน

ข้อที่ 2 อย่าจอดรถกลางแจ้ง หากหาที่จอดในร่มไม่ได้ ให้ใช้ผ้าคลุมที่พอดีกับรถ เพื่อกันสิ่งสกปรก แล้วยังช่วยไม่ให้สีรถเสื่อมสภาพเร็วด้วย ทั้งกันแดดไม่ให้ส่องเข้้าไปภายใน ยืดอายุเบาะ คอนโซล แผงหน้าปัด

ข้อที่ 3  รถที่ไม่ค่อยได้ใช้งานนั้น เมื่อจอดทิ้งไว้นานๆ จะต้องหมั่นสตาร์ทสัปดาห์ละครั้ง โดยติดเครื่องเดินเบา 5 นาที จากนั้นเร่งเครื่องยนต์ 1,500-2,000 รอบ อีกประมาณ 5 นาที แล้วขยับรถเคลื่อนไปจากตำแหน่งเดิมครึ่งเมตร เพื่อให้น้ำหนัก ของรถที่กดลงบนยาง เปลี่ยนตำแหน่งบ้าง

ข้อที่ 4 สำหรับรถที่จอดทิ้งเป็นปี ควรมีขาตั้งรองรับรถไว้ เพื่อลดแรงกดดันที่ส่งผลต่อช่วงล่างและส่วนอื่นๆ หรือถอดล้อออก แล้วลดความดันลมยางเล็กน้อย เก็บไว้ในที่ร่ม ถ้าไม่สามารถใช้ขาตั้งรองรับรถยนต์ ก็ให้เพิ่มความดันลมยางเข้าไปอีก 10-15 ปอนด์/ตารางนิ้ว (ควรถอดแบตเตอรี่ออก หากทิ้งไว้จะเสื่อมสภาพ)

 ข้อที่ 5 อีก 1 สิ่งง่ายๆ แต่ไม่ควรมองข้าม คือ การตรวจเช็คความสะอาด ก่อนจอดรถเก็บอย่างน้อย ปัดเศษฝุ่นออกด้วยไม้ขนไก่ ถ้ามีขี้นกตกใส่ให้รีบเช็ดออกโดยเร็วที่สุด เพราะมีฤทธิ์เป็นกรดสมามรถกัดสีรถได้ ถ้าหมั่นดูแลทำความสะอาดเป็นประจำ รถของท่านก็จะสวยงาม และมีอายุการใช้งานยาวนาน

TAGS : วารสารตรีเพชรอีซูซุ  ๔/๒๐๑๖

จะต้องทำอย่างไร เมื่อใบขับขี่หมดอายุ ?
จะต้องทำอย่างไร เมื่อใบขับขี่หมดอายุ ?

จะต้องทำอย่างไร เมื่อใบขับขี่หมดอายุ ?

ปัจจุบันนี้ กรมการขนส่งทางบก ได้ทำการยกเลิกใบขับขี่ ชนิด ตลอดชีวิต ไปแล้วหลายปีแล้ว ซึ่งโดยประมาณ ผู้ที่สอบใบขับขี่ชั่วคราว 1 ปี รุ่นสุดท้าย น่าจะอยู่ในปี 2543 และถ้ามีวินัย ดำเนินการต่ออายุอย่างต่อเนือง จนครบ 3 ปี ก็จะได้ใบขับขี่ ชนิด ตลอดชีวิต ไป ซึ่งตอนนั้น บัตรจะยังเป็นแบบกระดาษ สีออก ส้มอ่อน แต่ ณ ปัจจุบันได้มีการเปลียนแปลงรูปแบบชนิด ของใบอนุญาตขับรถใหม่

ใบอนุญาตขับรถใบแรก หรือ ใบอนุญาตขับรถชั่วคราว จะมีอายุ 2 ปี ซึ่งอายุของบัตรจะหมดอายุ ในวันที่ได้รับ ใบอนุญาตขับรถ ครั้งแรก ใน 2 ปี ถัดไป หลังจากนั้นเมื่อต่ออายุ ใบอนุญาตขับรถใหม่ ซึ่ง ตามระเบียบของกรมการขนส่งทางบก สามารถต่ออายุใบอนุญาตขับรถ ล่วงหน้าก่อนใบอนุญาตขับรถหมดอายุ 3 เดือน หรือ ภายใน 1 ปี ซึ่งเอกสารที่จะต้องเตรียมไป คือ บัตรประจำตัวประชาชน ใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถที่หมดอายุ และ ใบรับรองแพทย์ ที่มีอายุ ไม่เกิน 1 เดือน ซึ่งใบอนุญาตขับรถรอบนี้เราจะมีอายุ 5 ปี ซึ่งจะหมดตรงกับวันเกิดของตามหน้าบัตรประชาชนในอีก 5 ปี ข้างหน้า

เมื่อใบอนุญาตขับรถชั่วคราว 2 ปี หมดอายุ สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนไปต่อใบขับขี่รถส่วนบุคคล 5 ปี

  1. บัตรประจำตัวประชาชน (ตัวจริง)
  2. ใบอนุญาตเขับรถ หรือ ใบขับขี่ (ใบที่หมดอายุ)
  3. ใบรับรองแพทย์ อายุไม่เกิน 1 เดือนนับจากวันออก
  4. ไม่ต้องอบรม เมื่อเอกสารครบสามารถไปต่ออายุ เป็นใบขับขี่รถส่วนบุคคล 5 ปี ได้เลย

สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนไปต่อใบขับขี่รถส่วนบุคคล 5 ปี มีอะไรบ้าง

  1. บัตรประจำตัวประชาชน (ตัวจริง)
  2. ใบอนุญาตขับรถ หรือ ใบขับขี่ (ใบที่หมดอายุ)
  3. หนังสือรับรองผ่านการอบรม 1 ชม.
  4. ในกรณีที่หมดอายุ ไม่เกิน 1 ปี นับจากวันที่ใบอนุญาตขับรถหมดอายุ จะสามารถต่ออายุได้ทันที่
  5. ในกรณีที่ใบอนุญาตขับรถหมดอายุเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี ผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถจะต้องทำการสอบข้อเขียน ใหม่ ซึ่งต้องทำคะแนนให้ได้ 90% คือ 45/50
  6. ในกรณีที่ใบอนุญาตขับรถหมดอายุ เกินกว่า 3 ปี ขึ้นไป ผู้ขอต่ออายุจะไม่สามารถต่ออายุใบอนุญาตขับรถได้ จะต้องทำการสอบใบขับขี่ใหม่หมด ซึ่่งจะประกอบไปด้วย สอบข้อเขียนและสอบปฏิบัติ โดยจะสอบ 3 ท่า คือ 1.การขับรถเดินหน้าและหยุดเทียบทางเท้า  2.การขับรถเดินหน้าและถอยหลังในทางตรง (2 ท่าแรกเป็นท่าบังคับ) 3. การขับรถถอยหลังเข้าจอดและออกจากช่องว่างด้านซ้าย
สอบใบขับขี่ยังไงให้ผ่านภายในครั้งเดียว
เคล็ดไม่ลับในการสอบใบขับขี่

สอบใบขับขี่ยังไงให้ผ่านภายในครั้งเดียว และใครสามารถขอใบขับขี่ได้บ้าง

1. อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์
2. มีความรู้ ความสามารถในการขับรถ
3. รู้กฎหมายจราจรทางบก
4. สามารถขับรถได้ ไม่เป็นผู้มีร่างกายพิการ
5. ไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นอันตรายต่อการขับรถ
6. ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือน
7. ไม่เคยมีใบขับขี่ชนิดเดียวกันอยู่แล้ว
8. ไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกยึดหรือเพิกถอนใบขับขี่

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนสอบใบขับขี่

2. ตรวจร่างกาย และอย่าลืมขอใบรับรองแพทย์ (อายุไม่เกิน 1 เดือน นับจากวันที่ระบุในใบรับรองแพทย์)

3. เตรียมตัวให้พร้อม ฝึกซ้อมขับรถให้คล่อง

ขั้นตอนต่อไป : เตรียมเอกสารให้ครบ

 
1. บัตรประชาชนฉบับจริง พร้อมสำเนา
 (ชาวต่างชาติ: ใช้ใบสำคัญบัตรประจำตัวคนต่างด้าว หรือหนังสือเดินทาง (PASSPORT) พร้อมสำเนาหรือ ใบสำคัญถิ่นที่อยู่/ใบอนุญาตการทำงาน  ที่ยังไม่หมดอายุ
 2. ใบรับรองแพทย์

โดยปกติในการสอบใบขับขี่จะใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

1. อบรม 4 ชั่วโมง ณ ศูนย์ฝึกอบรมตามสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ หรือ กรมการขนส่งทางบก สำนักงานสาขาที่จองคิวไว้
2. สอบ 
2.1 ยื่นเอกสาร (บัตรประชาชนฉบับจริงพร้อมสำเนา และใบรับรองแพทย์)
2.2 สอบสมรรถภาพร่างกาย / ทดสอบการมองเห็นสี / ทดสอบสายตาทางลึก / ทดสอบสายตาทางกว้าง / ทดสอบปฏิกิริยาเท้า (ความสามารถในการใช้เบรคระหว่างขับรถ)
2.3 สอบข้อเขียน
2.4 สอบขับรถ

สอบใบขับขี่ยังไงให้ผ่านภายในครั้งเดียว ท่าสอบใบขับขี่มีท่าอะไรบ้าง

ท่าสอบใบขับขี่มีท่าอะไรบ้าง

  1. ขับรถเดินหน้าและหยุดรถเทียบทางเท้า
    ด้านซ้ายขนานขอบทาง โดยมีระยะห่างไม่เกิน 25 ซม.
    กันชนหน้า หรือล้อหน้า ไม่ล้ำจุดหยุดรถ และห่างจากจุดหยุดรถได้ไม่เกิน 1 เมตร
    ไม่ปีนฟุตบาท
  2. ขับรถเดินหน้า และถอยหลังทางตรง (สามารถเลือกสอบแบบใดแบบหนึ่งได้)
    แบบที่ 1: เดินหน้าและถอยหลังออกช่องเดินรถ โดยไม่ขับชนหรือเบียดหลักที่ตั้งไว้
    แบบที่ 2: เดินหน้าถอยหลังเข้าช่อง โดยล้อรถไม่ทับเส้นแบ่งช่องทาง ไม่ชน หรือปีนขอบทาง
  3. ขับรถถอยหลังเข้าจอด และออกจากช่องว่างด้านซ้าย
    ท้ายรถตั้งฉากกับขอบทาง
    ล้อรถไม่ทับเส้นแบ่งช่องทาง
    ไม่ปีน หรือไม่ตกขอบทาง
  4. หยุดรถ และออกรถบนทางลาด
    เบรคบนทางลาด โดยไม่ให้รถไหล
  5. กลับรถ ต้องไม่เบียด หรือชนหลักที่ตั้งไว้
  6. ขับรถเดินหน้าจอดในช่องมุมฉาก
ที่สำคัญอย่าลืมปฏิบัติตามป้ายจราจร เปิดไฟเลี้ยว และให้สัญญาณไฟให้ถูกต้องทุกครั้ง
  • นำผลการสอบไปยื่นกับเจ้าหน้าที่ขนส่งฯ
  • ชำระค่าธรรมเนียม และรับใบขับขี่
    เพียงแค่นี้คุณก็ได้ใบขับขี่ไปขับรถสบายๆ แล้ว